BCP 37.75
BCP
+0.50 (1.34%)

ข่าวตลาดน้ำมันโลก

รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันประจำวันที่ 6-12 ก.ย. 2560

 13 ก.ย. 60

ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ณ ตลาดน้ำมันนิวยอร์ก และราคาน้ำมันดิบ Brent ณ ตลาดลอนดอน เฉลี่ยรายสัปดาห์ เคลื่อนไหวผันผวนตามปัจจัยทางพื้นฐาน และปัจจัยทางจิตวิทยาดังต่อไปนี้
 
ปัจจัยหนุนราคาน้ำมันดิบ

+ ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นหลังจากโรงกลั่นในสหรัฐรวมถึงท่อส่งน้ำมัน และท่าเรือทยอยกลับมาดำเนินการอีกครั้ง หลังจากที่เคยปิดทำการเพราะพายุฮาร์วีย์เมื่อ 10 วันก่อน อีกทั้งค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูงในตลาดโลก ช่วยหนุนราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้รอยเตอร์รายงานว่ามีการปิดกำลังการกลั่นน้ำมันในสหรัฐราว 3.8 MBD ในวันอังคาร หรือราว 20 % ของกำลังการกลั่นน้ำมันทั้งหมดในสหรัฐ หลังจากที่เคยมีการปิดกำลังการกลั่นน้ำมันไปแล้วราว 4.2 MBD ในช่วงก่อนหน้านี้
   
+ EIA ระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐดิ่งลงเกือบ 8 % เพราะพายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ โดยดิ่งลงจาก 9.5 MBD สู่ 8.8 MBD
   
+ บริษัทเบเกอร์ ฮิวจ์รายงานว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐลดลง 3 แท่น สู่ 756 แท่นในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 8 ก.ย. หลังจากจำนวนแท่นขุดเจาะลดลงไปแล้ว 7 แท่นในเดือนส.ค. ในขณะที่บริษัทพลังงานปรับลดงบใช้จ่ายเพื่อตอบรับต่อราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลง
   
+ ราคาน้ำมันดิบได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากความเป็นไปได้ที่จะมีการต่ออายุข้อตกลงปรับลดการผลิตน้ำมันออกไป โดยข้อตกลงที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นข้อตกลงระหว่างกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก ซึ่งมีอายุนาน 15 เดือน โดยจะสิ้นสุดลงในเดือนมี.ค. 2018 โดยกระทรวงพลังงานของซาอุดิอาระเบียแถลงในวันอาทิตย์ว่า นายคาลิด อัล-ฟาลีห์ รมว.น้ำมันของซาอุดิอาระเบียได้หารือกับรมว.น้ำมันของเวเนซุเอลา และคาซัคสถานถึงความเป็นไปได้ที่จะต่ออายุข้อตกลงลดการผลิตน้ำมันทั่วโลกต่อไปหลังเดือนมี.ค.ปีหน้า โดยอาจมีการขยายข้อตกลงออกไปอย่างน้อย 3 เดือนจากเดิม
   
+ โรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งในแถบชายฝั่งกัลฟ์โคสต์ของสหรัฐเริ่มเปิดทำการอีกครั้ง ซึ่งรวมถึงโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ซึ่งได้แก่โรงกลั่นน้ำมันของบริษัทโมทิวา เอ็นเทอร์ไพรเซสในเมืองพอร์ท อาร์เธอร์ รัฐเท็กซัส ซึ่งมีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบ 603 KBD โดยเริ่มใช้กำลังการกลั่นระดับต่ำสุดที่ 325 KBD
   
+ กลุ่มโอเปกระบุในรายงานรายเดือนว่า พายุเฮอริเคนสองลูกที่พัดเข้าสู่สหรัฐในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่ออุปสงค์น้ำมัน โอเปกคาดว่า ประเทศทั่วโลกจะต้องการซื้อน้ำมันดิบโอเปก 32.83 MBD ในปี 2018 โดยปรับขึ้น 410,000 BPD จากตัวเลขคาดการณ์ครั้งก่อน
   
+ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของประเทศสมาชิกโอเปก 14 ประเทศในเดือนส.ค.อยู่ที่ 32.76 MBD โดยปรับลดลง 79,000 BPD จากเดือนก.ค. ถ้าหากโอเปกยังคงผลิตน้ำมันในอัตราที่เท่ากับเดือนส.ค.ต่อไป ก็อาจจะเกิดภาวะขาดแคลนอุปทานน้ำมันเล็กน้อยในปีหน้า แทนที่จะเกิดภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด 450,000 BPD เหมือนที่บ่งชี้ไว้ในรายงานเดือนก.ค.
   
+ รัฐมนตรีพลังงานของรัสเซียกับเวเนซุเอลาประชุมกันที่กรุงมอสโคว์ และยืนยันถึงภาระผูกพันที่มีต่อข้อตกลงปรับลดการผลิตน้ำมัน
   
+ ในช่วงบ่ายของวันอังคาร มีประชาชนราว 5.8 ล้านคนในรัฐ Florida, Georgia, North Carolina, South Carolina และ Alabama ของสหรัฐที่ไม่มีไฟฟ้าใช้หลังได้รับผลกระทบจากพายุเฮอริเคนเออร์ โดยปรับลดลงจากระดับสูงกว่า 7.4 ล้านคนในช่วงเย็นวันจันทร์

ปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบ

- เทรดเดอร์ยังคงกังวลกับพายุเฮอริเคนเออร์มา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในห้าพายุเฮอริเคนที่รุนแรงที่สุดในมหาสมุทรแอตแลนติกในรอบ 80 ปี โดยพายุลุกนี้ได้พัดผ่านตอนเหนือของหมู่เกาะเวอร์จิน ไอส์แลนด์ในช่วงบ่ายวันพุธ และอาจจะพัดเข้าสู่รัฐฟลอริดาในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมีรายงานพายุโซนร้อนโฮเซกำลังพัดเข้าสู่ทะเลแคริบเบียนด้วย โดยพายุลูกนี้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นพายุเฮอริเคนในวันพุธ และอาจจะกลายเป็นพายุเฮอริเคนระดับ 3 ในวันศุกร์นี้
   
- สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยตัวเลขสต็อกน้ำมันสหรัฐประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 ก.ย. โดยระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเกินคาด 4.6 MB สู่ 462.4 MB, สต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมันตามสัญญาในตลาด NYMEX ปรับขึ้น 797,000 BBL สู่ 58.0 MB, สต็อก distillates ปรับลดลง 1.4 MB สู่ 147.8 MB, สต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 3.2 MB สู่ 226.7 MB และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันร่วงลงเกินคาด 16.9% สู่ระดับ 79.7% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2010 โดยอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันที่ชายฝั่งกัลฟ์โคสต์ของสหรัฐลดลงสู่ 63.4 % ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ EIA เริ่มจัดทำตัวเลขนี้ในปี 2010

 - ราคาน้ำมันได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่ว่า พายุเฮอริเคนเออร์มาอาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการขนส่งน้ำมันดิบทั้งขาเข้าและขาออกจากสหรัฐ โดยในช่วงหนึ่งสัปดาห์หลังจากพายุเฮอริเคนฮาร์วีย์พัดเข้าสู่สหรัฐนั้น ยอดส่งออกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 749,000 BPD สู่ 153,000 MBD
  
- ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ดิ่งลง 3.3 % ในขณะที่นักลงทุนกังวลว่า อุปสงค์ในพลังงานอาจได้รับแรงกดดันเป็นอย่างมากจากพายุเฮอริเคนเออร์มา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี โดยพายุลูกนี้กำลังจะพัดเข้าสู่รัฐฟลอริดาและภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐ
   
- พยากรณ์อากาศคาดว่า พายุเฮอริเคนเออร์มาอาจจะพัดเข้าสู่ภาคใต้ของรัฐฟลอริดาในวันอาทิตย์ที่ 10 ก.ย. โดยพายุลูกนี้ได้ส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิตไปแล้ว 14 คนในทะเลแคริบเบียน และมีพายุเฮอริเคนโฮเซที่กำลังพัดตามพายุเฮอริเคนเออร์มาเข้ามาด้วย คาดกันว่าพายุเออร์มาจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์พลังงาน แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงาน เพราะพายุเออร์มาอาจจะไม่พัดผ่านแหล่งผลิตน้ำมันของสหรัฐในอ่าวเม็กซิโก
   
- โรงกลั่น Beaumont Texas ในเครือ Exxon Mobil Corp. กำลังการผลิต 362,300 BPD ที่ปิดดำเนินการไปตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค. เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุฮาร์วีย์ คาดว่าจะยังคงปิดดำเนินการต่อไปและเปิดอีกครั้งในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนต.ค.
   
- พายุเฮอริเคนเออร์มาส่งผลให้ประชาชนกว่า 7.3 ล้านคนในสหรัฐไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งรวมถึงประชาชนในรัฐฟลอริดา, จอร์เจีย, เซาธ์แคโรไลนา และอลาบามา โดยปัจจัยนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องอุปสงค์ในน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะพายุทำให้รถยนต์จำนวนมากถูกทำลาย และจะส่งผลให้การใช้รถใช้ถนนลดลง
  
- EIA คาดว่าการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐในปี 2018 จะเพิ่มขึ้น 590 KBD สู่ 9.84 MBD ซึ่งสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ในเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น 560 KBD ในขณะที่ปี 2017 คาดว่าการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 400 KBD สู่ 9.25 MBD ซึ่งลดลงจากการคาดการณ์ในเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น 500 KBD