BCP 33.25
BCP
-0.50 (-1.48)

ข่าวประชาสัมพันธ์

9 เดือนแรก บางจากฯ มีรายได้ 1.2 แสนล้าน นำนวัตกรรมขยายฐาน 3 ธุรกิจพลังงานสะอาด

 15 พ.ย. 60

ผลการดำเนินงานบางจากฯ 9 เดือน ปี 2560 ดีขึ้นจากปีก่อน ลุยขยายธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียว ซื้อหุ้นลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ แต่งตัวบีบีจีไอพร้อมจดทะเบียนปลายปี 61 พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร “ข้าวกล้องป๊อป” ผ่านบริษัท ออมสุขซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชน และทำโครงการนำร่องแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรม

 

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานบางจากฯ ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2560 ว่า บริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 125,832 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 4,838 ล้านบาท เป็นกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 4,393 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 3.19 บาท

 

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2560 บริษัท บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 39,009 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรสุทธิ 1,495 ล้านบาท เป็นกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 1,316 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) รวม 3,580 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 42 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.96 บาท
ด้านธุรกิจโรงกลั่น มีกำลังการผลิตเฉลี่ยในระดับสูงที่ 110,030 บาร์เรลต่อวัน และมีค่าการกลั่นพื้นฐานที่ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 6.66 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มี EBITDA 2,198 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  และเพิ่มขึ้นร้อยละ 140 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนความคืบหน้าของการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงกลั่นน้ำมันบางจากและการก่อสร้างหน่วยเพิ่มออกเทนเพื่อผลิตน้ำมันแก๊สโซลีน รวมทั้งโครงการปรับปรุงสเถียรภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ ความปลอดภัย กำลังการผลิตและการดูแลสิ่งแวดล้อมอยู่ระหว่างการดำเนินงานตามแผน

 

ธุรกิจการตลาด มีปริมาณจำหน่าย 1,417 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากเข้าสู่ฤดูมรสุม มีฝนและเกิดปัญหาอุทกภัยในบางพื้นที่ ประกอบกับการแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายผ่านตลาดค้าปลีกลดลงเล็กน้อย เนื่องจากประชาชนเดินทางลดลง แต่ยังสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของสถานีบริการ และรักษาอันดับที่ 2 ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมี EBITDA 474 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

 

ธุรกิจผลิตไฟฟ้าภายใต้บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) บริษัทย่อยของบริษัท บางจากฯ มีรายได้ 854 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มีปริมาณจำหน่ายไฟฟ้ารวม 78.16 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเปิดดำเนินการโครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่น ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม ทั้งสิ้น 160 เมกะวัตต์ แต่ลดลงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากเข้าสู่ช่วง ฤดูฝน ทำให้ค่าความเข้มแสงเฉลี่ยของทุกโครงการที่ปรับลดลง มี EBITDA 781 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

 

นอกจากนี้ บริษัท บีซีพีจีฯ ได้ดำเนินการชำระค่าหุ้นเป็นจำนวนเงิน 355.69 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 11,956.43 ล้านบาท และได้รับโอนหุ้นของ Star Energy Group Holdings Pte. Ltd. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการเข้าซื้อหุ้นในธุรกิจโรงงานไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) ในประเทศอินโดนีเซีย

 

ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ มีรายได้ 1,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งปรับตัวดีขึ้นทั้งธุรกิจไบโอดีเซลและธุรกิจเชื้อเพลิง เอทานอล โดยแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจไบโอดีเซล 1,653 ล้านบาท คิดเป็น EBITDA 68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 212 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มขึ้นร้อยละ 713 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และรายได้จากธุรกิจเชื้อเพลิงเอทานอล 279 ล้านบาท มี EBITDA 74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 81 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากปริมาณการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นเป็น 11.1 ล้านลิตรในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 129,000 ลิตรต่อวัน คิดเป็นอัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยที่ร้อยละ 86

 

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงธุรกิจ Lithium Americas Corp. หรือ LAC ที่บริษัท บางจากฯ ถือหุ้นจำนวน 70,286,757 หุ้นว่า ในไตรมาส 3 นี้มูลค่าหุ้นของ LAC ได้ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากลิเทียมเป็นที่ต้องการของธุรกิจพลังงานและธุรกิจยานยนต์ประเภทรถไฟฟ้า ในขณะที่กำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนบริษัท บีบีจีไอ จำกัด ที่เกิดจากการควบรวมบริษัท ระหว่างบริษัท บีบีพี โฮลดิ้ง จำกัด บริษัทย่อยของบริษัท บางจากฯ และบริษัท เคเอส แอล จีไอ จำกัด บริษัทย่อยของ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปลายปี 2561

 

และธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีรายได้จากการขาย 336 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 48 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มีปริมาณการจำหน่ายรวม 203,807 บาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยราคาขายเฉลี่ยในไตรมาสนี้ปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง เฉพาะแหล่งผลิตน้ำมันดิบ Galoc มีกำลังการผลิตเฉลี่ย 3,858 บาร์เรลต่อวัน ปรับลดลงตาม Natural-Decline Production Curve รวมทั้งบริษัท NIDO มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมี EBITDA 44 ล้านบาท ลดลง ร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

 

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า บริษัท บางจากฯ ยังคงให้ความสำคัญของการสร้างคุณค่า ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องโดยนำนวัตกรรมมาขยายผล สร้างมูลค่าให้กับสินค้าวิสาหกิจชุมชน โดยบริษัท ออมสุข จำกัด นำข้าวอินทรีย์จากชาวนาในโครงการพุทธเศรษฐศาสตร์มาผลิตเป็นข้าวกล้องป๊อป เพื่อสมนาคุณแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ตั้งแต่วันที่ 1-25 ธันวาคม 2560 หรือจนกว่าของจะหมด และจะนำไปจำหน่ายในร้าน SPAR Supermarket ร้านกาแฟอินทนิลทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน พร้อมทั้งสนับสนุนจัดทำโครงการนำร่องเกี่ยวกับแหล่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างเพียงพอต่อการประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม และสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศน์