TH

03 April 2026

Rejuvenating Diets

คอลัมน์ Everlasting Economy: Regenerative Reflections March/April 2026 โดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

สงครามที่เลือกได้ หรือ War of Choice (ตามนิยามของ John McCain อดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐ) ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับอิหร่าน ได้ดำเนินมาสู่สัปดาห์ที่ 5 แล้ว ซึ่งผมหวังว่าวันที่ท่านผู้อ่านได้อ่านบทความนี้ เหตุการณ์จะบรรเทาลง เพราะเป็นสงครามที่ลากยาวอย่างที่ผู้เริ่มต้นอาจจะไม่ได้คาดเดาไว้ก่อน และผลกระทบกว้างกว่าที่ได้จินตนาการไว้

แม้ว่าน้ำมันจากตะวันออกกลางจะถูกส่งมายังเอเชียเป็นหลัก โดยเฉพาะจีน อินเดีย และรวมถึงอาเซียน ซึ่งประเทศและภูมิภาคเหล่านี้ควรจะเป็นกลุ่มที่ถูกกระทบจากการขาดแคลนน้ำมันและเศรษฐกิจ แต่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีการผลิตน้ำมันดิบสูงที่สุดในโลก และมีกำลังการผลิตส่วนเกินจนสามารถส่งออก จึงน่าจะไม่กระทบกับเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐฯ โดยตรง แต่ด้วยความที่น้ำมันเป็นสินค้าที่เชื่อมโยงกันทั้งโลก การขาดแคลนในมุมหนึ่งของโลกย่อมกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก วันนี้จึงเห็นว่า แม้สหรัฐฯ จะมีน้ำมันเพียงพอ แต่ราคาหน้าปั๊มก็ยังอยู่ในระดับสูงมาก (จากระดับประมาณ 2 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน ปรับขึ้นมาอยู่ที่กว่า 9 เหรียญต่อแกลลอนในบางรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย หรือ 4 เหรียญในเท็กซัส หรือประมาณ 35–70 บาทต่อลิตร ขึ้นกับโครงสร้างภาษีในแต่ละพื้นที่)

กลไกตลาดน้ำมันจึงเป็นกลไกที่เชื่อมโยงกันค่อนข้างสมบูรณ์ และราคาตลาดโลกก็แบ่งชัดเจนระหว่างน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป โดยราคาน้ำมันดิบในช่วงวิกฤตพุ่งขึ้นแตะระดับสูง (ในบางช่วงแตะระดับใกล้ 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินอยู่ในช่วงประมาณ 220–250 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือราว 44–50 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นจากระดับก่อนสงครามประมาณ 80 เหรียญต่อบาร์เรล หรือราว 16 บาทต่อลิตร ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อทุกคนในโลกใบนี้ และชาวไทยเราก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตโลกนี้ด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะก่อให้เกิดความเครียด เพราะว่าผลกระทบจากสงครามที่เลือกได้ครั้งนี้ อาจจะส่งผลในระยะยาวตั้งแต่ 1–3 ปี ซึ่งจะหมายถึงสินค้าที่แพงขึ้นหรือค่าครองชีพที่แพงขึ้น ผมจึงขอหยิบงานวิจัย 2–3 ชิ้นมาเล่าสู่กันฟังเพื่อสุขภาพของพวกเรานะครับ

สิ่งแรกที่แนะนำคือการดื่มชาเขียว หรือจะใช้เป็นมัทฉะก็ได้ เพราะว่าชาเขียวมีสารที่ชื่อ L-theanine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ช่วยทำให้จิตใจสงบ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และภาวะสมองเสื่อม

โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Molecules ในปี 2019 กับกลุ่มทดลอง 3,349 คนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ดื่มชาเขียวมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในหลายมิติ (Successful Aging) โดยวัดจากน้ำหนักตัว สุขภาพกาย และการเข้าสังคม ซึ่งน่าจะเกิดจากชาเขียวมี L-theanine สูง และมีผลต่อคลื่นสมองแบบ Alpha Brain Wave ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะผ่อนคลายและมีสมาธิ

ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยจากวารสาร Nutrients เมื่อปี 2022 ที่ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างชาวญี่ปุ่นอายุ 50–69 ปี จำนวน 30 คน พบว่าการได้รับ L-theanine ประมาณ 200 มิลลิกรัมต่อวัน (หรือดื่มชาเขียว 8 แก้วต่อวัน) เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับ Placebo หรือสารหลอกที่ไม่มีตัวยาออกฤทธิ์ ทำให้การทำงานของสมองดีขึ้น ลดความเครียดและความกังวล รวมถึงช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้น โดยมีการนอนหลับลึกและ REM หรือช่วงหลับที่สมองยังทำงานและช่วยฟื้นฟูความจำและอารมณ์ที่ดีขึ้น หากเทียบกับชาเขียว การดื่มในปริมาณดังกล่าวจะอยู่ที่ประมาณ 6–8 แก้วต่อวัน

จึงตรงข้ามกับความเชื่อที่ว่าดื่มชาแล้วจะนอนไม่หลับโดยสิ้นเชิง และยังมีงานวิจัยที่พบว่าชาเขียวมีส่วนช่วยลดการอักเสบของร่างกาย ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและมะเร็ง

แต่ถ้าดื่มชาเขียวแล้วยังตึง ๆ อยู่ ก็มีงานวิจัยที่ชี้ว่าแมกนีเซียมจากผักใบเขียว ถั่ว กล้วย นม และธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole Grains) จะช่วยทำให้ร่างกายผ่อนคลายได้

งานวิจัยจากวารสาร Nature and Science of Sleep (อัปเดตล่าสุดช่วงปี 2024–2025) พบว่า การเสริมแมกนีเซียมในผู้ที่มีปัญหาการนอนหลับ ช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้น และช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว และยังมีงานวิจัยเพิ่มเติมว่า แมกนีเซียมช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้น เนื่องจากมีบทบาทในการลดการอักเสบและควบคุมระบบประสาท และแม้กระทั่งไมเกรนก็สามารถบรรเทาได้ โดยการรับประทานแมกนีเซียมประมาณ 120–600 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถลดทั้งความถี่และความรุนแรงของอาการ (จากวารสาร Neurological Sciences)

และที่อยากแนะนำเพิ่มเติมคือการรับประทานไฟเบอร์ (Fiber หรือเส้นใยอาหาร) ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในหลายประเทศ เพราะไฟเบอร์ที่พบในผัก ผลไม้ และธัญพืช เป็นส่วนที่ร่างกายย่อยไม่ได้ และจะช่วยดักจับทั้งไขมันและน้ำตาล ลดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

การบริโภคไฟเบอร์วันละ 25–30 กรัม นอกจากจะช่วยให้ระบบขับถ่ายดีแล้ว ยังช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น ทำให้อิ่มนานขึ้น และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ และเบาหวาน ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่า เราควรรับประทานผักและผลไม้ในปริมาณที่เพียงพอ ราว 400–800 กรัมต่อวัน เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ที่มีใยอาหารสูง และธัญพืชไม่ขัดสี ซึ่งนอกจากจะได้ไฟเบอร์แล้ว ยังได้วิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีนอีกด้วย

ท่ามกลางความวุ่นวายและความไม่แน่นอนของโลกใบนี้ สุขภาพของพวกเรายังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การกินดี นอนหลับ และมีระบบขับถ่ายที่ดี จะช่วยให้เรามีสติและพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และร่วมกันทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันครับ