TH

24 July 2026

สัพเพเหระ เรื่องฟุตบอลโลก

คอลัมน์ Everlasting Economy: Regenerative Reflections July 2026 โดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ปิดฉากไปแล้วนะครับ กีฬาที่ว่ากันว่าเป็นมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งของโลก บ้างก็ว่าเป็นมหกรรมที่ไม่มีรายการไหนเทียบเท่า เพราะมีแค่ 4 ปีครั้ง และมีผู้ชมทั่วโลกสูงกว่า 5 ถึง 6 พันล้านคนในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา น่าจะเป็นกีฬาที่มีผู้ติดตามสูงที่สุดในโลกและมากกว่ากีฬารายการอื่น ๆ ซึ่งเราก็ได้แชมป์ของรายการไปแล้วเมื่อเช้าตรู่วันจันทร์ที่ผ่านมา

ผมว่าพวกเราน่าจะรู้กันอยู่แล้วว่า ฟุตบอลโลกเริ่มครั้งแรกในปี 1930 โดยมีอุรุกวัยเป็นเจ้าภาพ และถ้วยชนะเลิศในเวลานั้นเรียกว่า ถ้วยจูลส์ ริเมต์ (Jules Rimet Trophy) ตั้งตามชื่อประธานฟีฟ่าในสมัยนั้น แต่ผมมีเกร็ดเล็ก ๆ มาเล่าให้ฟังว่า ฟุตบอลโลกเกิดขึ้นมาได้จากความมุ่งมั่นของจูลส์ ริเมต์ ซึ่งเกิดและเติบโตในฝรั่งเศส และเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น ในช่วงที่เขาอายุประมาณ 40 ปี เขาก็มีหน้าที่ต้องเข้าร่วมสงครามด้วย โดยได้ต่อสู้ในแนวหน้าจนได้รับเหรียญกล้าหาญ Croix de Guerre จากรัฐบาลฝรั่งเศส หลังสงครามจบลงในปี 1918

ด้วยความรักในฟุตบอลและเกลียดการทำสงคราม เขาจึงคิดว่า ถ้ามีการแข่งขันฟุตบอลในระดับชาติ เพื่อเป็นตัวแทนของการแสดงอำนาจของแต่ละประเทศ โดยไม่ต้องมีการสู้รบฆ่าฟันกันถึงชีวิต น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าสงคราม โดยให้แต่ละประเทศแสดงความสามารถผ่านการเตะบอลในสนามของนักเตะข้างละ 11 คน จึงได้รณรงค์ให้มีการแข่งขันระหว่างชาติต่างๆ โดยตรง และเป็นรายการที่แยกออกจากการแข่งขันโอลิมปิก นับตั้งแต่เป็นประธานฟีฟ่าในปี 1921 จนที่ประชุมฟีฟ่าในปี 1928 ก็เกือบได้เจ้าภาพจัดการแข่งขัน แต่เหตุการณ์ใหญ่ของโลกในปี 1929 ที่เกิด Great Depression เมื่อเศรษฐกิจโลกพังทลาย ก็ทำให้ต้องตั้งต้นกันใหม่ จนกระทั่ง รัฐบาลของอุรุกวัยที่ต้องการฉลองครบรอบ 100 ปีของการมีรัฐธรรมนูญ จึงรับเป็นเจ้าภาพ และเหมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของผู้เข้าร่วมแข่งขัน (เพราะความล้มเหลวของเศรษฐกิจโลก) ทำให้มี 13 ประเทศเข้าร่วม คุณจูลส์ ริเมต์จึงสามารถผลักดันให้ฟุตบอลโลกเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และอุรุกวัยเจ้าภาพก็ได้แชมป์โลกในคราวนั้น

แม้ว่าฟุตบอลจะเป็นกีฬายอดนิยมในหลายๆ ประเทศทั่วโลก แต่ที่สหรัฐอเมริกานั้น ฟุตบอลจะหมายถึงอเมริกันฟุตบอล (ลูกจะมีทรงรีๆ คล้ายลูกรักบี้) ส่วนฟุตบอลที่ใช้เท้าเตะนั้น ชาวอเมริกันจะเรียกว่า “ซอกเกอร์” อย่างที่เราทราบกัน ฟีฟ่าจึงได้หาทางโปรโมตกีฬาประเภทนี้ในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก โดยให้สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 1994 พร้อมกับพ่วงเงื่อนไขว่าจะต้องจัดตั้งลีกอาชีพขึ้น ซึ่ง 2 ปีถัดมา สหรัฐฯ จึงมี Major League Soccer หรือ MLS ขึ้น

อย่างไรก็ดี MLS ในสหรัฐนั้น แม้จะเป็นลีกอาชีพ แต่ก็ดูเหมือนเป็นสุสานนักเตะมากกว่า กล่าวคือ จะได้นักเตะดัง ๆ ในช่วงปลายอาชีพที่ เช่น เดวิด เบ็คแฮม เธียร์รี อองรี และโทมัส มึลเลอร์ ไปขุดทองที่อเมริกาเพราะค่าจ้างที่แพงมาก ทำให้ขาดความสนุกตื่นเต้นเมื่อเทียบกับฟุตบอลลีกของอังกฤษหรือสเปน จนกระทั่งเมื่อ 3 ปีที่แล้วที่ได้ลิโอเนล เมสซี มาร่วมทีม Inter Miami ซึ่งได้สร้างความสนุกสนานในสนามฟุตบอลและได้รับความสนใจอย่างเห็นได้ชัดจากจำนวนผู้เข้าชมการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น สำหรับเมสซีเองก็เป็นการเตรียมตัวในสหรัฐฯ เพื่อการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้อย่างแนบเนียนที่สุด จนสามารถพาทีมอาร์เจนตินาเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ และในครั้งนี้ซึ่งเป็นการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งที่ 2 ของสหรัฐฯ ในฐานะเจ้าภาพร่วม เราก็ได้เห็นว่า ในเกมระหว่างสหรัฐฯ กับเบลเยียมนั้น มีชาวอเมริกันเฝ้าดูหน้าจอกว่า 50 ล้านคน น่าจะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสหรัฐฯ สำหรับกีฬาซอกเกอร์ ถึงแม้ว่าอาจจะมีประเด็นนอกสนามจากประธานาธิบดีก็ตาม

แต่ที่ผมอยากจะเอ่ยถึงในรอบนี้คือ ฟุตบอลโลก 5 ครั้งล่าสุด หรือ 20 ปีที่ผ่านมา หากไม่นับอาร์เจนตินาแล้ว แชมป์ รองแชมป์ และอันดับสาม ล้วนเป็นประเทศจากยุโรปทั้งนั้น โดยปีนี้สเปนเป็นแชมป์ ทวีปยุโรป (ไม่รวมยุโรปตะวันออก) มีประชากรเพียงประมาณ 6% ของประชากรโลก แต่ทำอย่างไรจึงผลิตนักฟุตบอลคุณภาพได้มากมาย จนได้แชมป์โลกหรือรองแชมป์โลกรุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างต่อเนื่องถึง 20 ปี มีการสร้าง successors กันอย่างไร

หลายคนอาจคิดว่า ประเทศเหล่านี้คงมีนโยบายว่า เราต้องเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก แล้ววางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อไปสู่จุดหมายนั้น เหมือนที่เราเรียน MBA มา แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งหนึ่งที่มีคล้าย ๆ กันในยุโรปคือการมีสนามฟุตบอลอยู่ทั่วไป เข้าถึงได้ง่าย และใคร ๆ ก็เล่นฟุตบอลได้ อย่างประเทศนอร์เวย์ซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ก็สนับสนุนให้มีสนามฟุตบอลจำนวนมาก ในบางเมืองเล็กๆ มีถึง 10-20 สนาม และสนับสนุนให้เด็ก ๆ ที่ยากจนสามารถเข้าร่วมสโมสรฟุตบอลสมัครเล่นได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งจัดให้มีการแข่งขันในลีกต่างๆ ให้มากที่สุด โดยมีจุดประสงค์หลักคือให้ชุมชนมีสุขภาพดี อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ด้านสาธารณสุข ส่วนที่ตามมาคือทักษะทางด้านฟุตบอลที่เล่นกันเป็นทีม และเข้าใจถึงศาสตร์ทางฟุตบอลที่เวลาครองบอล ต้องให้สนามกว้างที่สุดและหาพื้นที่ว่าง ส่วนเวลาเสียบอล ต้องบีบพื้นที่หน้าประตูให้แคบที่สุด ส่วนการเป็นแชมป์นั้นก็จะเป็นผลที่ตามมา

กีฬาฟุตบอลนั้น ต่างจากกีฬาหลาย ๆ อย่างในแง่ที่ว่าสรีระของร่างกายอาจจะมีผลบ้าง แต่ไม่เท่ากีฬาอย่างวอลเลย์บอลหรือบาสเกตบอล ที่เมื่อเห็นจะรู้ว่าหุ่นอย่างนี้เก่งแน่ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คงเป็นเออร์ลิง ฮาลันด์กับลิโอเนล เมสซี ซึ่งมีรูปร่างแตกต่างกันมาก ถ้าเดินมาด้วยกันคงจะดูเหมือนเป็นยักษ์กับคนแคระ แต่ทั้งคู่ก็เป็นนักเตะชั้นนำของโลก ฉะนั้น การมีพื้นที่และมีโอกาสได้ฝึกซ้อมเป็นทีม จะช่วยได้เยอะ เพื่อน ๆ ของฮาลันด์ในนอร์เวย์ก็บอกว่า ตอนอายุ 17 นั้น เขาดูไม่มีแววจะเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่เลย แต่พอได้มาร่วมกับทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ในเยอรมนี ก็พัฒนาขึ้นอย่างมาก

แม้ในอดีต เราจะเคยได้ยินว่านักเตะจำนวนมากมาจากการเตะฟุตบอลข้างถนนจนเด่นดัง ไม่ว่าจะเป็นซิโก้จากบราซิล หรือมาราโดนาจากอาร์เจนตินา แต่มาระยะหลัง ฟุตบอลให้ความสำคัญกับการเล่นเป็นทีมมากขึ้น ทักษะการเล่นเป็นทีมจึงสำคัญ เหมือนกับที่สเปนได้แชมป์ในปีนี้ แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศกลับไม่เป็นเช่นนั้น อย่างที่สหรัฐฯ กลับกลายว่าต้องเป็นเด็กที่มีฐานะจึงจะมีสนามซอกเกอร์เล่น หรือแม้แต่ในอังกฤษ ก็มีช่วงที่รัฐบาลมาร์กาเร็ต แทตเชอร์เปิดทางให้มีการขายสนามกีฬาของโรงเรียนให้เอกชน ทำให้กีฬาระดับโรงเรียนตกต่ำอยู่พักใหญ่

สำหรับประเทศไทยเรา ถ้าเราสามารถสร้างพื้นที่ มีสนาม ให้เด็ก ๆ เตะฟรี และสนับสนุนให้มีการแข่งขันในทุกระดับ ไม่จำเป็นต้องเป็นฟุตบอลอาชีพ เราอาจจะเป็นอย่างประเทศเคปเวิร์ดก็ได้ โอกาสและการเข้าถึงกีฬาตอบโจทย์หลายอย่าง โดยเฉพาะด้านสังคมและสุขภาพ และเราอาจจะไม่ต้องตั้งเป้าว่า บอลไทยจะไปบอลโลก แบบที่เคยพยายามมาหลายทศวรรษก็ได้นะครับ