28 August 2026
WEF Leadership Meeting 2026
คอลัมน์ Everlasting Economy: Regenerative Reflections สิงหาคม 2569 โดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ผมเพิ่งกลับมาจากเจนีวาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงปลายเดือนสิงหาคมจะเป็นการรวมตัวของผู้นำต่าง ๆ ที่ได้เจอกันเมื่อต้นปีที่ดาวอส หรือที่เรียกว่า WEF Leadership Meeting โดยเมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคม มีผู้นำระดับ CEO หรือ Chairman จากบริษัทระดับโลก เช่น Bank of America, TotalEnergies, Hyundai, Mitsubishi, Petronas เป็นต้น รวมถึงผู้นำทางการเมือง เช่น Al Gore, Christine Lagarde, Scott Bessent เพื่อมาสรุปความเป็นมาเป็นไปของโลกบิดเบี้ยวใบนี้ในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา และผู้นำควรจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างกับเวลาที่เหลือของปีนี้ ผมก็โชคดีได้ไปนั่งฟังอยู่ด้วย เลยอยากสรุปคร่าว ๆ ให้พวกเราได้รับรู้รับฟังกันครับ
เรื่องแรกคงเป็นเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ อย่างที่เราทราบกัน โลกใบนี้วันนี้มีความขัดแย้งถึงขั้นสู้รบตบมือกันถึง 63 จุด (อาจจะรวมถึงความขัดแย้งในบริเวณชายแดนตะวันออกของประเทศไทยด้วย) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เปราะบางมาก ผู้เชี่ยวชาญได้ยกตัวอย่างว่าในช่วงทศวรรษ 1930 ก็มีความขัดแย้งในลักษณะนี้ เช่น ญี่ปุ่นอยากจะปกครองแมนจูเรีย เยอรมนีรบกับโปแลนด์ และอิตาลีรุกรานเอธิโอเปีย ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน เมื่อความขัดแย้งขยายขอบเขตจากแมนจูเรียสู่ประเทศจีน หรือจากยุโรปตะวันออกสู่ทั้งทวีปยุโรป และคู่ขัดแย้งแบ่งฝ่ายกันชัดเจน ก็จะขยายตัวสู่มหาสงครามได้ และในปี 1939 ก็เกิดสงครามที่เรียกว่าสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้เชี่ยวชาญหวังว่าความขัดแย้งปัจจุบันจะไม่ขยายใหญ่จนเกินเลย ไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจนทำให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และหวังอย่างยิ่งว่าจะไม่มีความขัดแย้งขนาดใหญ่ในพื้นที่ตะวันออกไกล

เรื่องที่ 2 คงหนีไม่พ้นเรื่อง AI ซึ่งอย่างที่เราทราบกันว่ามีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว ด้านหนึ่ง AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ (productivity) ให้กับระบบเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้ทรัพยากรอย่างมากมายเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ AI ซึ่งนั่นก็หมายถึงต้องมีการลงทุนอย่างมากมาย เรามีการพูดถึงพลังงานไฟฟ้าที่อาจจะไม่พอเพียงสำหรับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ หรือแหล่งน้ำที่ไม่พอเพียงในการหล่อเย็นดาต้าเซ็นเตอร์ และจะส่งผลกระทบต่อประชากรที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง แต่ที่คุยกันที่ WEF รอบนี้ กลุ่มผู้ที่เข้าระดมสมองบอกว่า การลงทุนทางด้าน AI สุดท้ายจะเกิดแรงกดดันต่อตลาดเงินและตลาดทุน โดยเฉพาะต้นทุนทางด้านการเงินระยะยาวที่จะสูงขึ้นอีก
มีการพูดถึงการผ่อนปรนกฎระเบียบทางด้านการธนาคารของสหรัฐฯ (capital rule relaxations) ที่ทำให้สถาบันการเงินของสหรัฐฯ สามารถที่จะปล่อยเงินกู้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีก 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปีที่จะถึงนี้ และน่าจะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตได้ดีต่อไป แต่เมื่อพิจารณาถึงวงเงินลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีและ hyperscalers เช่น NVIDIA, Google และ Meta เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของ AI แล้ว พบว่าจะต้องมีวงเงินลงทุนอีก 3–8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐใน 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI อย่างเดียวจะดูดซับสภาพคล่องทางการเงินในสหรัฐฯ ไปหมดและอาจจะไม่พออีกด้วย ผู้เชี่ยวชาญในห้องจึงให้ความเห็นว่า นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี หรือ long-term bond yield ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี และอาจจะยังสูงขึ้นอีก ซึ่งอาจจะทำให้โครงการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรม หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินกู้เพื่อซื้อบ้าน หรือ mortgage loan ที่มีต้นทุนสูงเกินกว่าประชาชนจะเอื้อมถึงได้ ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ นอกจาก AI หรือดาต้า เซ็นเตอร์ จะส่งผลกระทบกับค่าไฟและค่าน้ำแล้ว ยังจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินคงสูงอีกยาว ไม่ว่าธนาคารกลางหรือ Federal Reserve จะลดหรือขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม
ส่วนเรื่องที่ 3 คงหนีไม่พ้นเรื่องพลังงาน ความขัดแย้งตั้งแต่สงครามยูเครนในปี 2022 จนถึงสงครามในอ่าวเปอร์เซียเมื่อต้นปี ส่งผลให้ราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นน้ำของผลิตภัณฑ์หลายอย่าง ทั้งปิโตรเคมี ปุ๋ย ต้นทุนการผลิต และต้นทุนการขนส่งปรับสูงขึ้น ประเด็นที่พูดถึงกันมากในการประชุมครั้งนี้คือ นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจมักให้ความสำคัญกับราคาน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียว เพราะมองว่าไม่ได้ปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับก่อนสงครามอ่าว แต่ราคาน้ำมันที่กลั่นแล้ว หรือที่เรียกว่าน้ำมันสุกหรือน้ำมันใส ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา แอลพีจี และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ กลับปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว และในบางช่วงสูงกว่า 3 เท่าตัว ผลกระทบนี้อาจถูกมองข้าม แต่ผู้บริโภคได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และบางประเทศถึงขั้นขาดแคลนจนต้องมีการปันส่วน
สิ่งที่พูดคุยกันมากในวง CEO คือ จะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ efficiency หรือความคล่องตัว resiliency หรืออะไรจะสำคัญกว่า จากที่เคยให้ความสำคัญกับ efficiency และ return on investment ที่ทุกอย่างจะต้องพอดี หรือที่เรียกกันว่า just in time นั้นยังเป็นยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมหรือไม่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงหรือ Black Swan แล้ว just in time ตอบโจทย์ได้ครบถ้วนไหม หรือผู้บริหารจะต้องเริ่มพิจารณาถึง just in case คือมีความคล่องตัว เผื่อเหลือเผื่อขาด มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ได้หลายสถานการณ์ ซึ่งย่อมหมายถึงจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน หมายถึงการสร้างระบบสำรอง ออกแบบระบบทางเลือก เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจึงไม่ต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
ผมว่าประเทศไทยเราโชคดีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแนวพระราชดำริด้านพลังงานทางเลือกหรือพลังงานทดแทนให้กับปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะพลังงานชีวภาพ เราสามารถที่จะทดแทนพลังงานฟอสซิล ไม่ว่าจะทดแทนน้ำมันเบนซินผ่านไบโอเอทานอล หรือทดแทนดีเซลผ่านไบโอดีเซล ล่าสุดทางบางจากฯ เองก็สามารถพัฒนาให้มีไบโอบังเกอร์ เพื่อเติมในเรือขนส่งขนาดใหญ่ที่เดินทางข้ามทวีป หรือน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วที่เรียกว่า SAF เพื่อทดแทนน้ำมันเครื่องบิน
ความตึงตัวของตลาดเงินที่จะมาถึงจากปัจจัยข้อ 2 ที่อธิบายข้างต้น ทำให้การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ปกติให้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำอยู่แล้วจะลำบากมากขึ้นอีก การที่เราอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ของพลังงานฟอสซิล และทดแทนหรือ drop-in ด้วยพลังงานชีวภาพ จึงเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือตอบโจทย์ energy transition และสร้าง resiliency ในระบบเศรษฐกิจ จึงควรที่จะมีการส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพเพื่อสร้างความคล่องตัว ความเผื่อเหลือเผื่อขาด และตอบโจทย์วิกฤตพลังงานครั้งนี้และต่อ ๆ ไป เป็นการบ้านที่ผมอยากฝากให้ผู้กำหนดนโยบายพิจารณาด้วยนะครับ