EN

30 มกราคม 2569

กลุ่มบริษัทบางจากรุกสร้างความมั่นคงวัตถุดิบ SAF เดินหน้า “Farm to Fly” จับมือ มทร.อีสาน พัฒนาหยีน้ำ พืชพลังงานศักยภาพด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ

กลุ่มบริษัทบางจาก โดยบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รุกขับเคลื่อนการวางรากฐานวัตถุดิบพลังงานชีวภาพสำหรับการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในระยะยาว ต่อยอดบทบาทผู้นำในฐานะ ผู้ผลิต Neat SAF 100% รายแรกของประเทศ สู่การพัฒนาระบบนิเวศตลอดห่วงโซ่คุณค่า ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาการเพาะปลูก หยีน้ำ (Pongamia) พืชพลังงานศักยภาพ ด้วยการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อนำไปสู่การผลิต SAF เชิงพาณิชย์ โดยพิธีลงนามจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น โครงการดังกล่าว เป็นการต่อยอดแนวคิดจากโครงการ Fry to Fly โดยขยายการพัฒนาวัตถุดิบจากของเสียสู่ภาคการเกษตร ภายใต้แนวคิด Farm to Fly เพื่อสนับสนุนการผลิต SAF อย่างยั่งยืนในระยะยาว

พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก นายคารม คำพิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน โดยมีนายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และรองศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต กฤตาคม รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัย พัฒนานวัตกรรม และบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เป็นร่วมผู้ลงนาม พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองฝ่ายและผู้มีเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กรมหาชนร่วมเป็นสักขีพยาน

นายคารม คำพิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นให้ความสำคัญกับการบูรณาการ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน โดยโครงการวิจัยการเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะเป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายของจังหวัดและประเทศ การนำเทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มและระบบ IoT มาใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก ให้เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถขยายผลสู่เกษตรกรและชุมชน สร้างรายได้ ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนควบคู่การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า บางจากฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานสะอาดควบคู่กับการสร้างฐานวัตถุดิบพลังงานชีวภาพที่ยั่งยืน โดยความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องในด้านการพัฒนาน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากฐานงานวิจัยและการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบชีวภาพในประเทศ เพื่อรองรับการผลิต SAF ในระยะต่อไป และลดการพึ่งพาวัตถุดิบประเภทเดียวจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของหลายประเทศ เช่น อินเดียและออสเตรเลีย ที่ได้พัฒนาหยีน้ำเป็นวัตถุดิบพลังงานชีวภาพและเชื้อเพลิงแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม

รองศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต กฤตาคม รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัย พัฒนานวัตกรรม และบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร. อีสาน) กล่าวว่า มทร. อีสาน มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม โครงการวิจัยการเพาะปลูกหยีน้ำในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับองค์ความรู้ด้านพืชพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน และสร้างโอกาสในการพัฒนาวัตถุดิบพลังงานชีวภาพ ที่ไม่แข่งขันกับพืชอาหาร เพิ่มอัตราเร่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ

หยีน้ำ (Pongamia) เป็นพืชพลังงานไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 15-25 เมตร เริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่ประมาณปีที่ 4 หลังปลูก และให้ผลผลิตเต็มที่โดยทั่วไปในช่วงปีที่ 7-8 โดยเมล็ดหยีน้ำมีปริมาณน้ำมัน เฉลี่ยราว 20-40% ของน้ำหนักเมล็ด มีงานศึกษาหลายแห่งประเมินว่า ภายใต้การจัดการแปลงที่เหมาะสม สามารถให้ผลผลิตเมล็ดหยีน้ำประมาณ 1,300 กก./ไร่/ปี คิดเป็นปริมาณน้ำมัน 380 ลิตรต่อไร่ต่อปี หยีน้ำไม่ใช่พืชอาหาร และสามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น พื้นที่แห้งแล้งหรือดินเค็ม ช่วยลดความเสี่ยง ด้านการแข่งขันกับความมั่นคงทางอาหาร อีกทั้งยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบพลังงานชีวภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ISCC (International Sustainability and Carbon Certification) สำหรับวัตถุดิบชีวภาพและพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นมาตรฐานรับรองความยั่งยืนระดับสากล ที่ใช้ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มา การใช้ที่ดินอย่างรับผิดชอบ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เป็นไปตามหลักความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

ทั้งนี้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าว ยังสามารถต่อยอดสู่การพิจารณาพัฒนาคาร์บอนเครดิต ในอนาคต ภายใต้กรอบมาตรฐานและกลไกที่เกี่ยวข้อง

หลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมกิจกรรมปลูกหยีน้ำ และเยี่ยมชมแปลงทดลองเพาะปลูกในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการจัดการแปลงปลูก การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ และแนวทาง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตวัตถุดิบพลังงานทดแทนในระดับพื้นที่

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของกลุ่มบริษัทบางจากในฐานะผู้นำการพัฒนาเชื้อเพลิงแห่งอนาคต ที่เดินหน้าขยายฐานวัตถุดิบพลังงานชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว ร่วมขับเคลื่อนกลุ่มบริษัทบางจากและประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050