10 กรกฎาคม 2569
จากไบโอดีเซล สู่ SAF
จากพลังงานทดแทน สู่ระบบนิเวศคาร์บอนต่ำ และเศรษฐกิจชีวภาพมูลค่าสูง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “Sustainable Aviation Fuel (SAF)” หรือ “น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” ได้รับการกล่าวถึงในฐานะหนึ่งในความหวังสำคัญของโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการบิน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่ง
ปัจจุบัน ICAO (International Civil Aviation Organization - องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ) และ IATA (International Air Transport Association - สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ) ต่างประเมินว่า SAF จะเป็นกลไกหลักในการช่วยให้อุตสาหกรรมการบินบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว
SAF จึงไม่ได้เป็นเพียงเชื้อเพลิงทางเลือกสำหรับภาคการบิน แต่ยังสะท้อนโอกาสในการต่อยอดทรัพยากรชีวภาพของประเทศไปสู่ผลิตภัณฑ์และอุตสาหกรรมมูลค่าสูงในอนาคต
สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้อาจดูเป็นเรื่องใหม่ แต่สำหรับกลุ่มบริษัทบางจาก เรื่องนี้เป็นผลลัพธ์ของการเดินทางที่เริ่มต้นมากว่า 20 ปีแล้ว
ย้อนกลับไปในปี 2548 บางจากฯ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการพัฒนา “ไบโอดีเซล” จากน้ำมันพืชใช้แล้ว มาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์เป็นรายแรกของประเทศ โดยนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ซึ่งในขณะนั้นยังมีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ในวงจำกัด มาพัฒนาเป็นพลังงานทดแทนที่สร้างคุณค่าได้ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
สิ่งที่เริ่มต้นจากการผลิตไบโอดีเซลในวันนั้น ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาพลังงานชีวภาพและพลังงานแห่งอนาคตในเวลาต่อมา สะท้อนให้เห็นว่าทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศสามารถต่อยอดเป็นนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ได้ หากได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ประสบการณ์จากการพัฒนาไบโอดีเซล การบริหารจัดการวัตถุดิบ การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างเครือข่ายพันธมิตร ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการต่อยอดสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์พลังงานคาร์บอนต่ำและผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง โดยเฉพาะ SAF ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน นอกจากนี้ยังครอบคลุมเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับการเดินเรือ (Marine Biofuels) และ HVO หรือ Renewable Diesel สำหรับการเดินทางและขนส่งทางบก รวมทั้ง Bio-Naphtha สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ในปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากได้เริ่มดำเนินการหน่วยผลิต HEFA-SPK SAF แบบ Stand Alone แห่งแรกของประเทศไทย ด้วยกำลังการผลิตเริ่มต้น 1 ล้านลิตรต่อวัน โดยได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลที่สำคัญ ได้แก่ ISCC EU, ISCC CORSIA และ ISCC PLUS ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตามข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของตลาดโลก
พร้อมกันนั้น ยังได้ส่งออกผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกไปยังลูกค้าต่างประเทศเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนในระดับสากล


อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีการผลิตเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้คนและภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นทางของวัตถุดิบ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงผู้ใช้งานปลายทาง
เบื้องหลัง SAF หนึ่งลิตรที่ผลิตจากหน่วยผลิตในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง คือระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงผู้คนและภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ครัวเรือน ร้านอาหาร โรงแรม ผู้รวบรวมวัตถุดิบ เกษตรกร นักวิจัย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงภาคการบิน โดยมีน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญ


และมีโครงการ “Fry to Fly” รวบรวมและนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ผ่านจุดรับรวบรวมในสถานีบริการน้ำมันบางจากกว่า 2,200 แห่งทั่วประเทศและเครือข่ายพันธมิตรต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานราชการ เอกชน สถาบันการศึกษา ฯลฯ เพื่อเปลี่ยนของเสียจากครัวเรือน ร้านอาหาร และภาคธุรกิจ ให้กลับมาสร้างมูลค่าใหม่ในรูปของพลังงานคาร์บอนต่ำและในขณะเดียวกัน ยังช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้รวบรวมวัตถุดิบและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
และเพื่อรองรับการขยายตัวของระบบในอนาคต กลุ่มบริษัทบางจากยังมีนวัตกรรมอย่าง “Ucollect Box” ระบบรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วแบบอัตโนมัติ ที่ช่วยเพิ่มความสะดวก ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการรวบรวมวัตถุดิบ พร้อมรองรับการตรวจสอบย้อนกลับตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน


ในระยะยาว การพัฒนาระบบนิเวศดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว แต่ยังรวมถึงการศึกษาและพัฒนาพืชน้ำมันทางเลือกผ่านแนวคิด “Farm to Fly” เช่น หยีน้ำ (Pongamia) ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิต SAF โดยไม่แข่งขันกับห่วงโซ่อาหาร พร้อมเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับภาคเกษตรกรรม และช่วยเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบในระยะยาว
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ ตั้งแต่ของเสียจากครัวเรือน วัตถุดิบทางการเกษตร ไปจนถึงคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถต่อยอดสู่รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์ชีวภาพ วัสดุชีวภาพ ตลอดจนกลไกตลาดคาร์บอนและคาร์บอนเครดิตที่กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจโลก
สะท้อนให้เห็นว่าทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสียสามารถกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้อีกครั้งผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพมูลค่าสูง ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ ของเหลือใช้ และคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และกลไกตลาดสมัยใหม่
สำหรับกลุ่มบริษัทบางจาก เส้นทางจากการเป็นผู้บุกเบิกพลังงานทดแทน เริ่มทดลองและพัฒนาไบโอดีเซลในปี 2548 สู่การเป็นผู้นำพลังงานอนาคตด้วยการผลิต HEFA-SPK SAF ในปี 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงพัฒนาการของเทคโนโลยีพลังงาน แต่คือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงพลังงาน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจชีวภาพมูลค่าสูงและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศในภาพรวม