EN

14 สิงหาคม 2569

อาชีพแห่งอนาคตที่วันนี้อาจยังไม่มีใครรู้จัก: โอกาสของคนรุ่นใหม่ในยุค Climate Transition

เมื่อปี 2564 บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับพันธมิตร รวม 11 องค์กร ก่อตั้ง Carbon Markets Club หรือ CMC ขึ้น ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างพื้นที่เผยแพร่ความรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเวลาที่เรื่องคาร์บอนเครดิตและตลาดคาร์บอนยังเป็นเรื่องใหม่และดูห่างไกลจากชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่

วันนี้ CMC เติบโตเป็นเครือข่ายที่มีสมาชิกทั้งองค์กรและบุคคลกว่า 1,800 ราย มีบทบาทตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาเครื่องมือด้านคาร์บอน ไปจนถึงส่งเสริมกลไกตลาดคาร์บอนและพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งยังขยายความร่วมมือสู่ระดับภูมิภาคผ่าน ASEAN Common Carbon Framework หรือ ACCF เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงตลาดคาร์บอน พร้อมยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนในอาเซียน

ในโอกาสครบรอบ 5 ปีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา CMC ได้มีการประกาศความร่วมมือ “Bangchak Group x University Gen Z-ESG” ระหว่างกลุ่มบริษัทบางจาก สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. และมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 9 แห่ง เพื่อเชื่อมโยงภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม และเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง

รองศาสตราจารย์วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สอวช.

ภายในงาน รองศาสตราจารย์วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม สอวช. ได้ให้เกียรติบรรยายหัวข้อ “Accelerating Climate Innovation: Research, Industry & Funding Opportunities” ซึ่งทำให้เห็นว่า “Climate Transition” หรือการเปลี่ยนผ่านเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ได้หมายถึงเพียงการลดก๊าซเรือนกระจกหรือเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด แต่ยังครอบคลุมถึงการปรับตัวของเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม ระบบการผลิต เทคโนโลยี และตลาดแรงงาน เพื่อก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่พร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนผ่านนี้กำลังทำให้งานบางประเภทขยายตัว เกิดอาชีพใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะเดียวกัน แรงงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบก็จำเป็นต้องยกระดับทักษะหรือเรียนรู้ทักษะใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่เพียงแหล่งพลังงานหรือเทคโนโลยี แต่รวมถึงความรู้ ความสามารถ และทักษะการทำงานที่ตลาดต้องการ

แนวทางสำคัญประการหนึ่งภายใต้ Climate Transition คือ “Twin Transition” ซึ่งเชื่อมการเปลี่ยนผ่านสองด้านเข้าด้วยกัน ได้แก่ “Green Transition” หรือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ และ “Digital Transition” หรือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมาเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างรูปแบบการทำงานใหม่

รศ.วงกต สรุปประเด็นไว้ว่า Twin Transition คือโอกาสของคนรุ่นใหม่ในการเชื่อม Green และ Digital เพื่อสร้างโปรเจกต์ เพื่อพัฒนาโครงการใหม่ที่ยังไม่มีใครทำ และ สอวช. จะผลักดัน Skill Transcript เพื่อสะท้อนทักษะที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการในอนาคต

เมื่อ Green และ Digital เชื่อมเข้าด้วยกัน จึงเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่พัฒนาโครงการที่อาจยังไม่เคยมีใครทำ พร้อมสร้างทักษะที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลเหล่านี้ชวนให้เห็นว่าหลายอาชีพในอนาคตอาจยังไม่มีชื่อเรียกในวันนี้ และหลายโครงการไม่เคยมีมาก่อน โอกาสของคนรุ่นใหม่จึงอยู่ที่การเตรียมความรู้และทักษะให้พร้อมสำหรับความต้องการใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น

ข้อมูลของ สอวช. ยืนยันว่าโอกาสดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ประเทศไทยจะต้องการบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประมาณ 235,000-275,000 คน ความต้องการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมหรือวิศวกรพลังงาน แต่ครอบคลุมหลากหลายสาขาและอุตสาหกรรม

ระบบการตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก หรือ MRV รวมถึงตลาดคาร์บอนของไทย คาดว่าจะต้องการบุคลากรประมาณ 10,000-15,000 คน ทั้งผู้ทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก เจ้าหน้าที่จัดทำและวิเคราะห์ข้อมูล และเจ้าหน้าที่จัดทำรายงานขององค์กร

ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอาจต้องการบุคลากรประมาณ 210,000-240,000 คน ตั้งแต่ผู้วางแผนโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ วิศวกรออกแบบยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ช่างเทคนิค ไปจนถึงเจ้าหน้าที่จัดการซากยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่

ภาคพลังงานหมุนเวียนจากชีวมวลและก๊าซชีวภาพจะต้องการทั้งนักวิเคราะห์วัตถุดิบและผู้ปฏิบัติงานในโรงไฟฟ้า ภาคเกษตรและอาหารคาร์บอนต่ำต้องการนักวิเคราะห์วัตถุดิบ เจ้าหน้าที่ภาคสนาม และเกษตรกรที่มีทักษะใหม่ ส่วนภาคการท่องเที่ยวจะเกิดอาชีพอย่างนักออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เจ้าหน้าที่จัดการสิ่งแวดล้อม และมัคคุเทศก์ท้องถิ่นเชิงอนุรักษ์

ภาพรวมของอาชีพเหล่านี้สะท้อนว่า Climate Transition ต้องการบุคลากรจากหลากหลายสาขา ตั้งแต่ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ผู้เชี่ยวชาญาน ESG และสิ่งแวดล้อม นักวิเคราะห์วัตถุดิบ ผู้บริหารจัดการโครงการ ไปจนถึงผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

แต่การมีวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับโลกการทำงานรูปแบบใหม่ แนวคิดเรื่อง Skill Transcript ที่ รศ.วงกตกล่าวถึง จึงมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือสะท้อนทักษะที่ผู้ประกอบการต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล การเสนอแนวทางดำเนินการเพื่อเป้าหมายขององค์กร การบริหารจัดการโครงการ การคิดอย่างเป็นระบบ การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม

งานวิจัยและนวัตกรรมเป็นอีกพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่สามารถมีบทบาท โดยในช่วงปีงบประมาณ 2563-2566 มีโครงการวิจัยด้าน Climate Change ได้รับการสนับสนุน 301 โครงการ รวมประมาณ 723 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว ผลงานเหล่านี้สามารถต่อยอดจากบทความวิชาการ สิทธิบัตร และต้นแบบ สู่การใช้เทคโนโลยี การลดก๊าซเรือนกระจก และการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ผ่านการเชื่อมโยงงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และแหล่งทุนอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือ “Bangchak Group x University Gen Z-ESG” จึงมีความหมายมากกว่าการถ่ายทอดความรู้ระหว่างบริษัทเอกชนสู่สถาบันการศึกษา แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองคิด ทดลองทำ และพัฒนาทักษะจากโจทย์จริง ผ่าน ESG Master Class โครงการฝึกงาน Hackathon การเรียนรู้ด้านการจัดการข้อมูลคาร์บอน การประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ เศรษฐกิจหมุนเวียน และการเป็นผู้ประกอบการ

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา CMC ได้มีส่วนช่วยทำให้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและตลาดคาร์บอนเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้มากขึ้น โดยภารกิจนี้จะยังคงดำเนินต่อไป ควบคู่กับการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ทักษะ อาชีพ โครงการ และนวัตกรรมสำหรับคนรุ่นใหม่ เพราะแม้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของยุคนี้ แต่ Twin Transition กำลังเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้สร้างโอกาสใหม่ ๆ รวมถึงอาชีพแห่งอนาคตที่วันนี้เราอาจยังไม่รู้จักด้วยซ้ำไป