EN

24 กรกฎาคม 2569

Game Changer

“ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” บนเส้นทางแห่งการพลิกโฉมของบางจากฯ

ภายหลังการเข้าซื้อกิจการ Chevron Hong Kong ซึ่งปัจจุบันคือ Bangchak Hong Kong (BHK) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post (SCMP) สื่อภาษาอังกฤษชั้นนำของฮ่องกง ในรายการ C-Suite Game Changers โดยมี Prachish Chakravorty กรรมการผู้จัดการ SCMP Intelligence เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมพูดคุยถึงการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจพลังงาน ภาวะผู้นำ และทิศทางของบางจากฯ ในโลกพลังงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หลายประเด็นจากบทสัมภาษณ์ครั้งนี้มีข้อคิดที่น่าสนใจ บางจากหลากมุมมองจึงขอนำบางแง่มุมมาถ่ายทอดในฉบับนี้

แม้การสัมภาษณ์จะมีจุดเริ่มต้นจาก Bangchak Hong Kong แต่คำถามแรกของผู้สัมภาษณ์กลับพาย้อนกลับไปกว่า 2 ทศวรรษ ถึงช่วงที่ชัยวัฒน์เข้ามามีบทบาทกับบางจากฯ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย หรือ "วิกฤตต้มยำกุ้ง"

ในเวลานั้น บางจากฯ มีภาระหนี้จำนวนมาก กระแสเงินสดจำกัด และอยู่ในสถานการณ์ที่หลายฝ่ายมองว่าแทบจะไปต่อไม่ได้ ชัยวัฒน์ไม่ได้เข้ามาในฐานะผู้บริหาร หากเป็นนักวาณิชธนกิจที่ได้รับมอบหมายให้ช่วยหาแนวทางปรับโครงสร้างทางการเงินของบริษัท

หนึ่งในแนวทางที่เขากล่าวถึงด้วยความภูมิใจ คือการออก Depository Receipt (DR) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่มีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างทางการเงินของบางจากฯ ช่วยให้บริษัทสามารถฟื้นฟูกิจการและก้าวผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับชัยวัฒน์ การฟื้นฟูกิจการเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะความท้าทายที่แท้จริงคือการทำให้บางจากฯ เติบโตและแข่งขันได้ในระยะยาว

หลังจากกลับมามีบทบาทกับบางจากฯ อีกครั้งในปี 2555 ในฐานะกรรมการบริษัทฯ ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทฯ ในปี 2558 และดำรงตำแหน่งปัจจุบันในปี 2565 โจทย์ของเขาได้เปลี่ยนจาก “การฟื้นฟูกิจการ” ไปสู่ “การสร้างการเติบโต”

เมื่อได้รับคำถามว่าสิ่งแรกที่เขาคิดว่าบางจากฯ ต้องทำเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดพลังงานโลกได้คืออะไร คำตอบของเขาไม่ใช่การลงทุนครั้งใหญ่หรือการขยายธุรกิจ แต่เป็นคำว่า “Agility”

ชัยวัฒน์ยอมรับว่า บางจากฯ ไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่ที่สุด และคงไม่สามารถแข่งขันด้วยขนาดได้ แต่สิ่งที่องค์กรมีคือความคล่องตัว ความสามารถในการปรับตัว และการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

สำหรับเขา Agility ไม่ได้หมายถึงการตัดสินใจเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และการกล้าตัดสินใจ ทั้งในวันที่ต้องลงทุนและวันที่ถอนการลงทุน

ตัวอย่างที่เขายกขึ้นมา คือการยกระดับประสิทธิภาพการเดินเครื่องโรงกลั่น จากเดิมที่เดินเครื่องเพียงประมาณร้อยละ 75 ให้สามารถเดินเครื่องได้เต็มศักยภาพอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เริ่มต้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงกลั่น ค่อย ๆ กลายเป็นแนวคิดในการยกระดับศักยภาพของทั้งองค์กร

ผลของการตัดสินใจเหล่านั้นสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจน รายได้ของกลุ่มบริษัทบางจากเติบโตจากประมาณ 120,000 ล้านบาทเมื่อกว่าสิบปีก่อน เป็นเกือบ 700,000 ล้านบาทในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นราว 5 เท่า

เขาอธิบายต่อว่า นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเติบโต หากเป็น "การเดินทางที่มีความหมายและเต็มไปด้วยบทเรียน"

ตลอดการสัมภาษณ์ มีประโยคหนึ่งที่เขากล่าวซ้ำหลายครั้งว่า "Transformation is a journey" หรือ “การปรับเปลี่ยนองค์กรคือการเดินทาง”

สำหรับชัยวัฒน์ การปรับโฉมหรือปรับเปลี่ยนองค์กรไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และไม่ใช่ผลของการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ การปรับตัว และการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการลงทุนของบางจากฯ ในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน การลงทุนในเหมืองลิเทียมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรม ซึ่งในวันนั้นแทบไม่มีใครนึกถึง ไปจนถึงการพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF)

เขากล่าวอยู่เสมอว่า ความท้าทายของธุรกิจพลังงานในปัจจุบัน คือการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งสามเรื่องต้องดำเนินไปพร้อมกัน

ด้วยเหตุนี้ บางจากฯ จึงเลือกลงทุนในเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่น ระบบขนส่ง หรือสถานีบริการน้ำมัน เพราะเขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อสามารถดำเนินควบคู่กับความเป็นไปได้ทางธุรกิจ

หลักคิดเดียวกันนี้ยังอธิบายถึงการเข้ามาลงทุนในฮ่องกงและก่อตั้ง Bangchak Hong Kong

สำหรับเขา ฮ่องกงไม่ได้เป็นเพียงตลาดใหม่ แต่เป็นศูนย์กลางด้านการเงิน การบิน การเดินเรือ และการขนส่งของภูมิภาค มีระบบกฎหมายและตลาดทุนที่เข้มแข็ง และเป็นประตูสำคัญสู่เอเชียเหนือ

ที่สำคัญกว่านั้น ฮ่องกงยังเป็นพื้นที่ที่บางจากฯ สามารถต่อยอดประสบการณ์ด้านพลังงานคาร์บอนต่ำ ไม่ว่าจะเป็น SAF, Renewable Diesel (HVO), Marine Biofuels และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาด้านพลังงานของฮ่องกงในอนาคต

เมื่อถูกถามว่าบทเรียนสำคัญที่สุดจากการเป็นผู้นำคืออะไร ชัยวัฒน์ตอบด้วยประโยคที่เรียบง่ายแต่หนักแน่นว่า "ไม่มีใครตัดสินใจได้ถูกต้องทุกครั้ง แต่หากมัวแต่รอให้ทุกอย่างสมบูรณ์ก่อนค่อยตัดสินใจ ความเสี่ยงอาจยิ่งมากกว่า"

เขาอธิบายว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความผิดพลาด เพราะทุกคนย่อมเคยตัดสินใจผิด แต่คือการเรียนรู้จากความผิดพลาด และไม่ทำผิดซ้ำ เพราะหากมัวแต่รอให้มั่นใจว่าทุกการตัดสินใจจะถูกต้อง โอกาสก็อาจผ่านพ้นไปแล้ว

เพราะสำหรับองค์กรที่ต้องการเติบโต การปรับเปลี่ยนอาจไม่มีวันสิ้นสุด และการตัดสินใจ ก็คือส่วนหนึ่งของการเดินทางนั้นเสมอ

ก่อนจบบทสัมภาษณ์ เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่าอยากให้ผู้คนจดจำเขาในฐานะ “Game Changer” อย่างไร ชัยวัฒน์ไม่ได้กล่าวถึงความสำเร็จหรือผลงานของตนเอง หากตอบเพียงว่า เรื่องนั้นควรเป็นสิ่งที่ผู้อื่นเป็นผู้ตัดสิน

สิ่งที่เขาพูดถึงกลับเป็นเรื่องที่เรียบง่ายกว่า เขาบอกว่า ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา เขายังมีความสุขกับงานที่ทำ และเชื่อว่าแต่ละคนต่างมีคุณค่าและมีวิถีของตนเองในการทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น

และนี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของการเป็น “Game Changer” ในแบบของชัยวัฒน์ – มีความสุขกับเส้นทางที่เลือก เรียนรู้จากทุกการตัดสินใจ และสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อไปในแบบฉบับของตนเอง

ติดตามวิดีโอการสัมภาษณ์และบทความได้ที่ scmp.com