TH

30 January 2026

Davos 2026: กรณีศึกษาจาก EU

คอลัมน์ Everlasting Economy: Reimagining Thailand มกราคม 2569 โดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ปีนี้การประชุมที่ดาวอสเป็นปีแรกที่ผู้ก่อตั้ง Professor Klaus Schwab ไม่ได้เป็นประธานของมูลนิธิและประธานจัดงาน เป็นครั้งแรกในรอบ 55 ปี ทำให้ทีมงาน World Economic Forum ทำงานอย่างหนัก เพื่อให้งานนี้ไม่จำเป็นต้องขึ้นกับตัวบุคคล แต่เป็นที่ตัวเนื้องาน เราจึงได้เห็นผู้นำประเทศต่าง ๆ กว่า 60 ประเทศ และผู้นำองค์กรเกือบ 850 บริษัทชั้นนำของโลกเข้าร่วมการประชุม รวมถึงประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐคนเดียวที่มาดาวอสในช่วงที่ดำรงตำแหน่งในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา หรืออีลอน มัสก์ ที่เข้าร่วมเป็นครั้งแรก เมื่อรวมผู้เข้าประชุมทั้งหมด ทั้งจากองค์กรไม่แสวงหากำไร สตาร์ทอัพ ฯลฯ ก็น่าจะเกือบ 3,000 คน ซึ่งน่าจะเป็นการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดครั้งหนึ่ง

การประชุมส่วนใหญ่เป็นการพูดถึงเรื่องระเบียบของโลก (world order) ที่กำลังเปลี่ยนไป (หรืออาจกำลังหมดไป?) และบทบาทของสหรัฐอเมริกาในการกำหนดหรือปรับเปลี่ยนระเบียบดังกล่าว โดยมองว่าโลกที่เคยมีกฎเกณฑ์ร่วมกัน ใช้กับทุกประเทศ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า multilateralism ผ่านองค์กรอย่างสหประชาชาติ องค์กรการค้าโลก ฯลฯ กำลังถูกลดบทบาทลงอย่างมาก และอาจถดถอยจนหมดความสำคัญไปเลย ขณะเดียวกัน หากเป็นการเจรจาแบบรัฐต่อรัฐหรือ bilateral รัฐเล็กก็จะเสียเปรียบในการต่อรอง เหมือนกับการเอานักมวยไลท์เวทไปชกกับนักมวยเฮฟวี่เวท ย่อมไม่สามารถต่อกรกันได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ซึ่งก็ไม่ต่างจากการเจรจาการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ กับสหรัฐอเมริกาที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก หรือก็คือเฮฟวี่เวทนั่นเอง จึงนำไปสู่การเกิด regime (หรือระเบียบใหม่) คือ pluralism หรือการเจรจาเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งยุโรปได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อกรกับสิ่งที่ตนเองเผชิญอยู่ และอีกหลายประเทศก็เริ่มทำตามอย่างเข้มข้น

สหภาพยุโรป (EU) ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 27 ประเทศ มีประชากรราว 450 ล้านคน และมี GDP ประมาณ 22 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นราว 16.5% ของขนาดเศรษฐกิจโลก ซึ่งถือว่าใหญ่เป็นอันดับสองของโลก แต่เมื่อไปเจรจากับสหรัฐ ซึ่งมีประชากรราว 340 ล้านคน มี GDP เป็นอันดับหนึ่งของโลก หรือประมาณ 31 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นราว 26% ของ GDP โลกแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าคุยอย่างไรก็เสียเปรียบ (ซึ่งต้องย้ำด้วยว่าทั้ง 2 ฝ่ายเป็นคู่ค้าที่สำคัญของกันและกัน) จึงต้องหาทางออกอื่นเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา EU ได้ลงนามข้อตกลงทางการค้ากับกลุ่มประเทศ Mercosur ซึ่งไม่ใช่กลุ่มใหม่ เป็นกลุ่มประเทศในอเมริกาใต้ที่ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1991 ประกอบด้วยอาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัยและโบลิเวีย โดยคำว่า Mercosur มาจากภาษาสเปน หมายถึง southern common market เป็นกลุ่มเศรษฐกิจหรือ economic bloc ที่มีประชากรราว 300 ล้านคน และมี GDP รวมประมาณ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จัดอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก ผมจึงขอเรียก pluralism หรือ plurilateralism ว่า “การเจรจาตกลงเป็นกลุ่มก้อน” หรือ “พหุภาคี” และเมื่อวันที่ 26 มกราคม EU ก็ได้ลงนามข้อตกลงทางการค้ากับอินเดีย ซึ่งมีประชากรราว 1,450 ล้านคน และมี GDP เป็นอันดับ 5 ของโลก หรือประมาณ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากก่อนหน้านี้ EU ได้ลงนามข้อตกลงการค้ากับประเทศเศรษฐกิจหลักหลายประเทศแล้ว อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา สิงคโปร์ และเวียดนาม จะเห็นได้ว่า EU เริ่มมองหาคู่ค้าขนาดใหญ่ทั่วโลกเพื่อทดแทนสหรัฐ และใช้วิธีป่าล้อมเมืองอย่างที่เราเข้าใจกัน ซึ่งสะท้อนว่า EU เดินหน้าสร้างเครือข่ายคู่ค้าและกระจายความเสี่ยงมาอย่างต่อเนื่อง ที่น่าสังเกตคือครั้งนี้ EU เคลื่อนไหวได้เร็วมาก ต่างจากในอดีตที่การเจรจามักใช้เวลานานเป็นทศวรรษ ดังที่เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป พูดเชิงติดตลกว่า การคุยกับ Mercosur ใช้เวลาถึง 25 ปี แต่รอบนี้กลับสรุปได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่อาทิตย์

ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เอมมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า ยุโรปจำเป็นต้องปรับตัว โดยมี 3 ประเด็นสำคัญคือ protectionism, simplicity และ investment โดยประเด็นแรกน่าจะหมายถึงการปกป้องอุตสาหกรรมยุโรปจากการทุ่มตลาดหรือการอุดหนุนอย่างไม่เป็นธรรมจากจีนอย่างที่เราทราบกันอยู่ ซึ่งอาจต้องมีการตั้งกำแพงในบางอุตสาหกรรม และจัดตั้งกองทุนเพื่ออุดหนุนอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ในขณะเดียวกัน กฎระเบียบของ EU ที่มีจำนวนมากและซับซ้อน จนทำให้การขยับตัวของธุรกิจในยุโรปเป็นไปอย่างลำบาก ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการขอใบอนุญาตในการจัดตั้งธุรกิจ หรือกฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามหลังเปิดกิจการแล้ว ทั้งด้านกฎหมายแรงงานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็มีแนวโน้มจะถูกปรับให้ง่ายขึ้น เพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME สามารถอยู่รอดได้

ส่วน investment นั้น ก็สะท้อนจากข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อความสามารถในการแข่งขันลดลง การลงทุนก็ย่อมลดลงตามไปด้วย ในการประชุมที่ผมเข้าร่วม มีการพูดถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจนว่า นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ที่มีอยู่มากมายแล้ว การเร่งลงทุนในหลายด้านของพลังงานเพื่อมุ่งตอบโจทย์ด้านเดียวคือความยั่งยืน อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ตั้งใจ คือทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น และส่งผลให้ทั้งอุตสาหกรรมหนัก รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่อย่าง data center สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าคิดไม่น้อยครับ

GDP ของ EU นั้นเติบโตประมาณ 1-1.5% มาโดยตลอดในระยะหลังที่ผ่านมา และใกล้เคียงกับประเทศไทยเรา แต่ได้มีการปรับตัวแล้ว ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยเรา ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกไม่เพียงผันผวน แต่ยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ประเทศไทยซึ่งมี GDP ราว 550,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และอยู่ประมาณอันดับที่ 26 ของโลก ถือว่าเป็นประเทศขนาดค่อนข้างเล็ก หากเรายังไม่ขยับตัว หรือยังติดอยู่กับขั้นตอนและกระบวนการจำนวนมาก เราอาจเผชิญสถานการณ์ไม่ต่างจากยุโรป เพียงแต่ยุโรปซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเราหลายเท่า ยังสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว หากเราไม่อยากตกขบวนรถไฟเที่ยวนี้อีก จึงอยากเห็นประเทศเราสามารถตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว และเดินหน้าเซ็นข้อตกลงทางการค้าให้ได้หลายฉบับภายในปีนี้ ก่อนที่ประเทศไทยจะหลุดจากเวทีการแข่งขันของโลก หรือที่ฝรั่งเรียกว่า ถูก marginalized ไปโดยไม่รู้ตัว