24 เมษายน 2569
คลื่นลูกต่อไปจากจีน
คอลัมน์ Everlasting Economy: Regenerative Reflections April 2026 โดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
มีหนังฮอลลีวูด science fiction เรื่องหนึ่งแต่ผมว่าเป็น romantic comedy ที่ออกฉายเมื่อช่วงปี 2000 นำแสดงโดย Robin Williams เล่นเป็นหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่คนรับใช้ในบ้านครอบครัวใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีก็พัฒนาดีขึ้น ๆ สุดท้ายหุ่นยนต์มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนต่าง ๆ จนอายุใช้งานได้ยาวนาน และชิ้นส่วนต่าง ๆ สุดท้ายก็เปลี่ยนใช้ในอวัยวะต่าง ๆ ของคน จนท้ายสุดแยกไม่ออกระหว่างอวัยวะคนและอะไหล่ชิ้นส่วนของหุ่นยนต์ แถมเทคโนโลยีพัฒนาเพิ่มแบบใส่ความรู้สึก และอารมณ์เหมือนมนุษย์เข้าไปในหุ่นยนต์ ตอนท้ายเรื่องยังได้ลูกสาวคนเล็กของบ้านเป็นภรรยาอีกด้วย กว่าจะตัดสินใจการุณยฆาตก็อยู่มาสองศตวรรษ ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึงหนังเรื่อง Bicentennial Man ที่อาจจะเริ่มมีจุดเริ่มต้นในชีวิตจริงแล้วในทศวรรษนี้
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อย่างที่เราเห็นว่าการพัฒนาทางด้านปัญญาประดิษฐ์ artificial intelligence หรือ AI นั้นเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีเงินลงทุนในส่วนนี้หลายแสนล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าเราติดตามรายงานของกลุ่ม Magnificent Seven ของอุตสาหกรรมไอทีในตลาดหุ้นสหรัฐ แม้ว่าจะเป็นการลงทุนแบบไขว้กันไปมาจนสับสน และตัวเลขที่ประกาศจะสูงกว่าเม็ดเงินจริงหรือไม่ แต่ก็ยังเป็นตัวเลขที่สูงมาก ในช่วงระยะเวลาอันสั้น แต่ในฝั่งสหรัฐนั้น การพัฒนาส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะที่อยู่บนแอปพลิเคชัน ที่เป็นการต่อยอดบนแอปที่มีอยู่แล้ว หรือ apps-based AI ไม่ว่าจะช่วยในการสรุปการอ่าน ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล การช่วยแต่งเพลง สร้างหนังสั้น หรือแม้กระทั่งเป็นเพื่อนคุย เป็นแฟนกัน เป็นต้น เป็นการพัฒนาทางซอฟต์แวร์ เป็นหลัก
ในขณะที่ทางประเทศจีนมีการลงทุนในส่วนนี้อาจจะน้อยกว่าตัวเลขที่กลุ่ม Magnificent Seven ประกาศ แต่ถ้านับรวมเงินสนับสนุนจากภาครัฐแล้ว ก็อาจจะไม่ได้น้อยกว่ามากนัก ซึ่งหมายถึงหลักแสนล้านเหรียญต่อปีเช่นกัน แต่ที่ต่างจากฝั่งสหรัฐน่าจะเป็นการต่อยอดไปสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง หรือ real sector เพื่อนำมาใช้งานจริง โดยจะเน้นพัฒนาในสิ่งที่เราเรียกว่า humanoid ซึ่งถือว่าล้ำกว่าหุ่นยนต์หรือ robot ในอีกระดับหนึ่ง เพราะมีความสามารถในการวิเคราะห์ ประมวลผล และลงมือทำงานได้ หรือก็คือการนำ AI ใส่เข้าไปใน robot เพื่อให้มีความสามารถใกล้เคียงกับคนมากขึ้น เพราะว่างานที่ robot ทำส่วนใหญ่จะเป็นงานซ้ำ ๆ (repetitive) ที่ต้องการความเร็วหรือทำงานต่อเนื่องได้นาน แต่เมื่อความซับซ้อนของงานเพิ่มขึ้น จะเห็นว่าหุ่นยนต์จะทำงานได้ยากขึ้น หรือทำได้แต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น หากให้ robot วิ่งบนทางเรียบก็จะทำได้ดี และอาจเร็วและทนกว่าคน แต่ถ้าเอาไปวิ่งในทุ่งนา หรือขึ้นภูเขาที่พื้นขรุขระและไม่สม่ำเสมอ robot ส่วนใหญ่จะก้าวได้ไม่กี่ก้าวก็ล้ม และไม่สามารถลุกขึ้นไปต่อได้ ต่างจากคนที่สามารถปรับจังหวะการเดินได้ การใช้หุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมก็เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิตก็ต้องปรับตัวหุ่นและโปรแกรมใหม่ ทำให้ขาดความคล่องตัวในการผลิตให้หลากหลาย ขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาความสามารถในการผลิตจำนวนมาก หรือ mass production ไปพร้อมกันด้วย

ในประเทศจีน เราจึงเห็นว่า มีสัญญาณหลาย ๆ อย่างว่าอุตสาหกรรม humanoid จะเป็น new s-curve ที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้เกิดขึ้นในทศวรรษหน้า ไม่ว่าจะเป็นรายการทีวีก่อนวันตรุษจีนที่ผ่านมา ที่ปกติเป็นรายการชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ปีนี้ได้เอาหุ่น AI หรือ humanoid มารำมวยจีน และอื่น ๆ ตลอด 4 ชั่วโมงที่ออกอากาศ เพื่อแสดงถึงความก้าวหน้าในด้านนี้ หรือการที่ Jensen Huang ซึ่งเป็น CEO ของ Nvidia ออกมาให้ความเห็นเมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า จีนพัฒนา AI เพื่อใช้งานได้เร็วกว่าสหรัฐที่กำลังดำเนินการอยู่ หรือแม้แต่บัณฑิตและนักวิจัยในอุตสาหกรรมที่มีผลงานวิจัยและสิทธิบัตรก็มีจำนวนสูงกว่าสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ โดยในงานประชุมด้าน AI ที่เรียกว่า Conference on Neural Information Processing Systems (NeurIPS) ที่จัดขึ้นใน San Diego สหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 นั้น 51% ของงานที่ผ่านเข้ารอบและนำเสนอในงานมาจากประเทศจีน
แต่ที่สำคัญคือบริเวณสามเหลี่ยมอุตสาหกรรมของจีนรอบ ๆ เซี่ยงไฮ้ หรือที่เรียกว่า Yangtze River Delta ได้แก่ ย่านหางโจว ฉางโจว หนิงโป และซูโจว ที่วันนี้มีบริษัทและโรงงานเกี่ยวกับการสร้าง humanoid ขึ้นราวดอกเห็ด คลื่นลูกแรกที่เกิดในย่านนี้เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ในช่วงปี 2547–2550 คือโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ และผ่านไปไม่ถึง 10 ปี โลกก็ได้เห็นว่าโซลาร์ฟาร์มว่าคือคำตอบของพลังงานทดแทน เมื่อแผงโซลาร์ราคาลดลงกว่า 95% เทียบกับก่อนจีนเข้ามาผลิตแบบ mass production ส่วนคลื่นลูกถัดมาในช่วงปี 2562 ก็เกิดขึ้นเมื่อโรงงานรถ EV ของเทสลาได้มาก่อตั้งและสามารถเริ่มผลิตรถคันแรกได้ภายใน 168 วันหลังจากลงเสาเอก นับเป็นประวัติศาสตร์โลกของเวลาที่ใช้ในการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ และเมื่อเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งทศวรรษ เราก็ได้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าของจีนมีส่วนแบ่งตลาดโลกสูงสุดและมีการพัฒนาที่ล้ำกว่าทุกประเทศ แม้แต่เทสลาของอีลอน มัสก์ที่มาสร้างโรงงานรถ EV ที่ใหญ่ที่สุดในแถวนี้ วันนี้ก็ต้องยอมรับว่า ตามจีนไม่ทัน
แต่ที่สำคัญคือ หุ่นยนต์ humanoids ได้มีการผลิตออกมาสู่ตลาดโลกกว่า 14,500 ชิ้นเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ประมาณ 90% ผลิตจากจีน (ข้อมูลจาก Omdia) โดยผู้ผลิตรายใหญ่คือ Agibot และ Unitree ที่ตั้งอยู่ใน Yangtze River Delta ซึ่งรวมถึงห่วงโซ่การผลิตที่เกี่ยวข้องกว่า 80% ก็อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็น DeepSeek หรือ Alibaba ทำให้การพัฒนาทำได้สะดวกและง่ายดาย ขณะที่วันนี้ humanoid ของ Elon ที่ชื่อ Optimus bots ผลิตได้เพียง 150 ตัวในปีที่ผ่านมา คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 1% เท่านั้น
แม้ว่า Bicentennial Man อย่าง Andrew ที่แสดงโดย Robin Williams ในหนังเรื่องนั้น อาจจะยังห่างไกลจากเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่การมาของประเทศจีนในอุตสาหกรรมนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามองมาก ประเทศจีนได้เปลี่ยนโลกมาแล้ว 2 ครั้งใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ก็น่าจับตาว่าในทศวรรษต่อจากนี้ เราจะมีผู้ช่วยงานที่บ้านเป็นหุ่นยนต์หรือยัง และสามารถทำงานได้ดีกว่าแม่บ้านเราหรือไม่ แต่ที่สำคัญคือ ประเทศไทยเราจะสามารถเข้าไปอยู่ในสมการนี้ได้อย่างไร