22 พฤษภาคม 2569
Regenerative Economy
คอลัมน์ Everlasting Economy: Regenerative Reflections May 2026 โดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ได้มีโอกาสร่วมโต๊ะกับท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้บริหารระดับสูงที่อาคารภักดีบดินทร์เมื่อวันศุกร์ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา นับว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของประเทศไทย ที่มีผู้นำประเทศมานั่งฟังแง่มุมต่างๆ จากปากผู้ประกอบการโดยตรง โดยเป็นการใช้ Chatham House Rule ที่เปิดให้สามารถนำสาระจากการประชุมไปใช้ต่อได้ แต่ไม่เปิดเผยว่าใครเป็นผู้พูด ทำให้ทุกฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ และแต่ละท่านมีเวลานำเสนอ 3 นาที ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็น startup pitch ในซิลิคอนแวลลีย์ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมากที่ได้มีการพบปะและแลกเปลี่ยนโดยตรง ถ้านำไปเป็นนโยบายและแผนปฏิบัติการ น่าจะตอบโจทย์ประเทศได้ดีเลยครับ
จากที่มีผู้บริหารระดับสูงจำนวนมาก และเวลา 2 ชั่วโมงกว่าอาจจะสั้นเกินไป หลายๆ ท่านเลยไม่ได้มีโอกาสแสดงความเห็น 3 นาที ซึ่งรวมถึงผมด้วยที่อยู่ในคิวที่กำลังจะได้พูดแล้ว แต่เลยเวลาอาหารไปมากแล้ว ผมเลยขออนุญาตส่งเป็น white paper สั้นๆ ผ่านคอลัมน์นี้แทนนะครับ
สำหรับ 3 มาตรการที่ผมอยากจะเห็น ถ้าพูดสั้นๆ ก็คงจะเป็น 1) get talent 2) go green และ 3) strategically leverage energy advantage ซึ่งจะขอขยายความสั้นๆ ดังนี้
ทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การที่ประเทศเราเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย (aging society) และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI อาจจะทำให้ต้องมีการ reskill และ upskill แต่ผมมองว่าแค่นั้นน่าจะไม่เพียงพอ มีการศึกษาว่า การที่ประเทศจะมีนวัตกรรมที่ดีๆ ในระดับโลกนั้น อายุเฉลี่ยของแรงงานมีผลมาก จะเห็นว่าคนหนุ่มสาวจะกล้าคิด กล้าทำ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ส่วนใหญ่มาจากหนุ่มสาวหรืออย่างมากก็วัยกลางคน ประเทศไทยจึงควรที่จะ 1) ดึงเด็กไทยที่เก่งๆ ทำงานอยู่ในต่างประเทศกลับมาช่วยประเทศให้ได้ หรือ reverse brain drain ผมเจอคนไทยเก่งๆ ใน Cambridge, Massachusetts, Bay Area, San Francisco หรือ London, Singapore, Hong Kong ทำอย่างไรให้เขากลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศเราในคนรุ่นต่อไป เพราะคนเหล่านี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจอย่างมากมาย 2) เปิดประเทศให้นักศึกษาทั่วโลกที่จบปริญญาโทด้าน STEM จากมหาวิทยาลัย 50 อันดับแรกของโลกจาก QS หรือ THE โดยให้วีซ่าหางานในประเทศไทย 2 ปี และเมื่อได้งานที่มีเงินเดือนเกิน 3 ล้านบาทต่อปี ก็ให้วีซ่าทำงานต่อในระยะยาว ซึ่งคนกลุ่มนี้จะตอบโจทย์การลดลงหรือหายไปของเหล่าวิศวกร Gen Z ของประเทศไทย 3) เปิดหลักสูตรปริญญาโทนานาชาติ STEM ให้คนในภูมิภาคนี้หรือชมพูทวีปมาศึกษาแล้วทำเหมือนข้อ 2 และ 4) ให้มีการอำนวยความสะดวกทั้งด้านวีซ่า ภาษี แบบที่ BoI เคยให้ ทั้งนี้อาจจะจำกัดว่าการขอวีซ่าครั้งแรกต้องมีอายุไม่เกิน 40 ปี จะทำให้มีแรงงานหนุ่มสาวคุณภาพเพื่อเป็น labor pool ขนาดใหญ่ และจะทำให้มีเงินลงทุนของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ เข้ามามากขึ้น

ทฤษฎีเรื่องเปิดประเทศให้แรงงานคุณภาพได้พิสูจน์แล้วในยุโรป เมื่อสิบปีที่แล้วมีกลุ่มประเทศ PIGS คือ Portugal, Ireland, Greece และ Spain ที่เป็น trouble child หรือประเทศที่มีปัญหา แต่วันนี้ทั้ง 4 ประเทศเป็นประเทศที่มี GDP เติบโตมากกว่าเศรษฐกิจหลักอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส โดยเฉพาะสเปน ที่เปิดประเทศให้มีผู้อพยพมาเสริมแรงงาน และพิสูจน์ว่าได้ผลจริง โดยเศรษฐกิจสเปนเคยเติบโตสูงถึงประมาณ 6% ต่อปี ในช่วงปี 2565–2566 ก่อนจะชะลอลงมาอยู่ที่ราว 2.5% ในปี 2568 ซึ่งก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของยูโรโซนที่เติบโตเพียงประมาณ 1% เท่านั้น ออสเตรเลียก็เป็นอีกประเทศที่ใช้ระบบโควตาสำหรับแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ โดยในปี 2568–2569 โครงการถาวรของออสเตรเลียกำหนดโควตาผู้อพยพไว้ประมาณ 185,000 คน และกว่า 70% เป็นกลุ่มแรงงานทักษะสูง เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ
ในส่วนของเศรษฐกิจสีเขียวนั้น อยู่ในแผนของรัฐบาลอยู่แล้ว และใน พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท ก็ได้มีการนำงบประมาณประมาณครึ่งหนึ่งมาผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ที่สำคัญคือในคืนวันศุกร์นั้นก็มีการอภิปรายถึงการต่อยอดของรถอีวี แบตเตอรี่ หรือการปรับปรุงสายส่ง (grid modernization) เพื่อตอบโจทย์การมาของโซลาร์บนหลังคาหรือพลังงานลม แต่ผมอยากจะเสริมว่า แหล่งพลังงานทางเลือกทั้งหมดที่อภิปรายนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องนำเข้า แม้ว่าจะมีกฎว่า เมื่อนำเข้าได้ภาษีพิเศษแล้ว ต้องมาตั้งโรงงานในประเทศไทยในระยะเวลาอันสั้นนั้น ก็ยังไม่ตอบโจทย์ เพราะประเทศไทยไม่มีวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นลิเธียม โคบอลต์ในแบตเตอรี่ ซิลิกาในแผงโซลาร์ หรือแม้แต่ซอฟต์แวร์ที่จะมาใส่ในรถอีวี ขณะที่ประเทศไทยยังต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า 60% ของการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ ตามข้อมูลของกระทรวงพลังงาน
ผมจึงเสนอว่าการเปลี่ยนผ่านของพลังงานสีเขียวในประเทศไทยนั้น ควรจะเน้นไปทางพลังงานชีวภาพ ดังที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงมีพระวิสัยทัศน์และทรงวางแนวพระราชดำริไว้ พลังงานชีวภาพ ทั้งเอทานอล ไบโอดีเซล หรือล่าสุด UCO (Used Cooking Oil หรือน้ำมันใช้แล้วจากการปรุงอาหาร) นั้น ล้วนมีวัตถุดิบในประเทศ เพราะประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงเป็นวัตถุดิบที่ทั้งหลากหลายและมากมาย โดยประเทศไทยมีผลผลิตอ้อยกว่า 90–100 ล้านตันต่อปี และมันสำปะหลังราว 30 ล้านตันต่อปี ตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีผลผลิตทางการเกษตรอีกหลากหลายชนิดที่สามารถนำมาต่อยอดเป็น feedstock หรือวัตถุดิบสำหรับ bioeconomy ได้อีกมาก ทั้งของเหลือจากภาคเกษตรและพืชเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคของประเทศ เมื่อนำวัตถุดิบดังกล่าวมาทำเป็น first-generation biofuel อย่างเอทานอลหรือไบโอดีเซลแล้ว มูลค่าส่วนใหญ่ในห่วงโซ่การผลิต (value chain) ก็ตกอยู่ในประเทศ และสามารถต่อยอดไปยัง second-generation biofuel เช่น การนำหญ้า ฟาง ชานอ้อย ฯลฯ มาผลิตเป็นพลังงานชีวภาพ รวมถึงเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน SAF (Sustainable Aviation Fuel) แถมต่อไปเป็น third-gen หรือ bioplastic รวมถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง เช่น bio-cosmetic และ biomedicine ซึ่งงานวิจัยด้าน biorefinery ของ International Energy Agency (IEA) และ ScienceDirect ระบุว่า เป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (high-value bioproducts) ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับ value chain ได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงเห็นว่า การส่งเสริมพลังงานสีเขียวที่เป็นพลังงานชีวภาพนั้น นอกจากจะมี value chain ที่ยาวแล้ว มูลค่าส่วนใหญ่ยังอยู่ในประเทศไทยและน่าจะตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้ดีกว่าพลังงานทดแทนกลุ่มอื่น เช่นแบตเตอรี่หรือโซลาร์ และน่าจะเป็น S-curve ที่มาทดแทน S-curve แรกอย่างรุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่อีสเทิร์นซีบอร์ด เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วได้ดีเลยทีเดียว
ส่วนสุดท้ายคงเป็นเรื่องของการที่ประเทศเรามีโรงกลั่นที่กำลังการกลั่นสูงกว่าอุปสงค์ โดยข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ประเทศไทยมีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 1.24 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศอยู่ที่ราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และขณะนี้ทั่วโลกมีปัญหาน้ำมันสำเร็จรูปขาดแคลนอย่างหนัก ล่าสุดข้อมูลจาก Financial Times ระบุว่า มีประเทศต่างๆ กว่า 76 ประเทศต้องมีมาตรการพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน แต่ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการส่งออกน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน จึงควรที่รัฐบาลใช้ความได้เปรียบดังกล่าวในการต่อยอดทางการทูต อาจจะไม่เหมือนการทูตแพนด้าที่จีนส่งไปเพื่อกระชับสัมพันธไมตรี แต่การที่เราเอาน้ำมันเครื่องบินหรือดีเซลไปขายให้ประเทศที่ขาดแคลนอย่างหนักในช่วงที่ไม่มีของ น่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี และอาจจะช่วยเพิ่มการค้าและการไหลเวียนทางเศรษฐกิจ รวมถึงเปิดประตูทางการค้า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดของบางประเทศที่เราอาจเข้าถึงได้ยากในภาวะปกติ แถมการที่โรงกลั่นได้กลั่นเต็มกำลัง จะช่วยให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ GDP ให้สูงยิ่งขึ้น
ก็เป็นไอเดียเล็กๆ ของผมที่ขออนุญาตมีส่วนในการระดมสมองในครั้งนี้ ไม่เข้า Chatham House Rule เพราะนำมาเล่าในที่สาธารณะ แต่หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ