EN

13 มีนาคม 2569

Farm to Fly: จากผืนดินสู่ผืนฟ้า

งานวิจัยหยีน้ำกับอีกก้าวของบางจากฯ สู่ SAF

เป้าหมายจากผืนดินสู่ผืนฟ้า ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสัญลักษณ์ แต่กำลังค่อย ๆ แปรเป็นการทำงานจริงผ่านความร่วมมือระหว่างภาค อุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และชุมชน หนึ่งในตัวอย่างของความร่วมมือนั้นคือโครงการวิจัยและพัฒนาการเพาะปลูก “หยีน้ำ” (Pongamia) พืชพลังงานศักยภาพ ที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างบางจากฯ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น โดยนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้กับการเกษตร เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาวัตถุดิบสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)

ดร. วิทยา ชำนาญไพร ผศ.ดร. อังคณา เจริญมี อาจารย์ บรรลุ เพียชิน อาจารย์ พรเทพินทร์ สุขแสงประสิทธิ์ ดร. พันธกานต์ แก้วอาษา ผู้ร่วมโครงการวิจัย

บางจากหลากมุมมองฉบับนี้ได้รับเกียรติจากคณาจารย์ผู้รับผิดชอบโครงการ นำโดย อาจารย์ บรรลุ เพียชิน หัวหน้า โครงการ พร้อมด้วย ผศ.ดร. อังคณา เจริญมี ดร. พันธกานต์ แก้วอาษา อาจารย์ พรเทพินทร์ สุขแสงประสิทธิ์ ดร. วิทยา ชำนาญไพร อาจารย์ ว่าที่ ร.ต.ดร.เอกราช ไชยเพีย และ ดร. ฐิตินันท์ ป้องนาม ผู้ร่วมโครงการวิจัย มาร่วม ถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์จากการทำงานจริงในพื้นที่

การวิจัยเพื่อความยั่งยืน ที่เติบโตไปกับชุมชน

ทีมวิจัยกล่าวว่า หยีน้ำ เป็นพืชที่มีศักยภาพด้านพลังงาน เนื่องจากเมล็ดสามารถให้น้ำมันที่นำไปพัฒนาเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพได้ ในประเทศไทย มักพบหยีน้ำตามแนวชายฝั่งภาคใต้ เช่น จังหวัดระนอง แม้จะมีการปลูกเพื่อการอนุรักษ์อยู่บ้าง แต่การติดผลยังไม่สม่ำเสมอ การพัฒนาให้ หยีน้ำก้าวจากไม้อนุรักษ์ไปสู่พืชพลังงานจึงยังมีความท้าทายทั้งในด้านพันธุกรรมและการปรับตัวต่อระบบนิเวศ

อาจารย์บรรลุ เพียชิน กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของโครงการไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่คือการทำให้พืชชนิดนี้สามารถเติบโตได้ในพื้นที่ ที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างจากถิ่นกำเนิด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีลักษณะดินแห้งแล้งและมีความเค็มสูง

ศูนย์การเรียนรู้โคกสี จังหวัดขอนแก่น จึงถูกเลือกเป็นพื้นที่ทดลองของโครงการ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการปลูกหยีน้ำในภาคอีสาน เป้าหมายระยะสั้นคือทำให้ต้นหยีน้ำสามารถ “รอดและเติบโตได้” เป้าหมายระยะกลางคือ “ติดดอกออกผล” ภายในระยะเวลา 3–5 ปี และใน ระยะยาวจะมีการวิเคราะห์คุณภาพน้ำมันจากเมล็ด เพื่อประเมินศักยภาพเชิงอุตสาหกรรม รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับ SAF

ให้ชุมชนมีทางเลือก ตั้งแต่เกษตรดั้งเดิมไปจนถึงสมาร์ทฟาร์ม

ทีมวิจัยเล่าว่า โครงการออกแบบแปลงทดลองสองรูปแบบเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพและต้นทุน แปลงแรกเป็นระบบสมาร์ทฟาร์ม ที่ติดตั้ง เซนเซอร์วัดความชื้น ค่า pH ธาตุอาหาร NPK และสภาพอากาศ เชื่อมต่อกับระบบ IoT เพื่อเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบให้น้ำและปุ๋ย อัตโนมัติผ่านรากและใบ อีกแปลงหนึ่งใช้วิธีปลูกแบบเกษตรทั่วไป ตามแนวทางของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อสะท้อนต้นทุนและการดูแลที่ใกล้ เคียงกับสภาพจริง "ได้อย่างพอเหมาะ พอเพียง และยั่งยืน"

ผศ.ดร. อังคณา เจริญมี กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิดสำคัญของโครงการคือการสร้างทางเลือกให้กับชุมชน หากเกษตรกรมีงบประมาณจำกัดก็ สามารถเริ่มต้นด้วยวิธีปลูกแบบทั่วไปได้ แต่หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการน้ำและธาตุอาหาร ระบบสมาร์ทฟาร์มก็สามารถช่วย เพิ่มความแม่นยำและลดความเสี่ยงในการเพาะปลูกได้

ตั้งต้นจากความเป็นไปได้ ออกแบบให้ทำตามได้จริง

ทีมวิจัยระบุว่า การทำให้หยีน้ำสามารถอยู่รอดในสภาพดินของภาคอีสาน จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการศึกษาดินอย่างละเอียด ตัวอย่างดินจาก พื้นที่ต้นกำเนิดในจังหวัดระนอง จึงถูกนำมาเปรียบเทียบกับดินในพื้นที่โคกสี เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุอาหาร ความเป็นกรดด่าง และ ความเค็ม

ดร. พันธกานต์ แก้วอาษา กล่าวว่า การปรับสูตรดินรองก้นหลุมจึงพยายามทำให้ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมเดิมมากที่สุด โดยเลือกใช้วิธีที่ เรียบง่ายและต้นทุนต่ำ เช่น การปรับสภาพดินด้วยปูนขาว และการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในท้องถิ่น เช่น อ้อย มันสำปะหลัง กล้วย แกลบ และฟางข้าว มาผสมเป็นวัสดุปลูก

แนวทางดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อให้ชุมชนสามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือวัสดุที่มีราคาสูง ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็ถูกนำมาใช้ในจุดที่จำเป็น ดร. วิทยา ชำนาญไพร เสริมว่า เซนเซอร์ที่ติดตั้งในดินจะช่วยตรวจวัดสภาพแวดล้อมและส่งข้อมูลเข้าสู่ ระบบ เมื่อดินขาดน้ำหรือธาตุอาหาร ระบบจะสามารถแจ้งเตือนและปรับการให้น้ำหรือปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม

บูรณาการความเชี่ยวชาญ เติมเต็มเป้าหมายเดียวกัน

โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันของหลายคณะในมหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์รับผิดชอบระบบสมาร์ทฟาร์ม IoT เซนเซอร์ และระบบ คลาวด์สำหรับจัดเก็บข้อมูล คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ทำงานด้านการจัดการพื้นที่ เครื่องจักรกล และการสำรวจพื้นที่ด้วยโดรน รวมถึง การพัฒนาเครื่องมือสำหรับการเก็บเกี่ยวและการหีบน้ำมันในอนาคต ขณะที่คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำหน้าที่วิเคราะห์ ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ต้นทุนการผลิต และศักยภาพในการพัฒนาคาร์บอนเครดิต

การทำงานร่วมกันของหลายสาขาวิชาช่วยให้โครงการสามารถมองเห็นภาพรวมได้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็น องค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาพืชพลังงานให้สามารถนำไปใช้ได้จริง

จากงานวิจัยสู่โอกาสของชุมชน

ทีมวิจัยเห็นตรงกันว่า หากการทดลองประสบความสำเร็จ หยีน้ำอาจกลายเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกสำหรับพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านน้ำและความ เค็มของดิน นอกจากจะให้น้ำมันจากเมล็ดแล้ว พืชชนิดนี้ยังเป็นพืชตระกูลถั่วที่สามารถช่วยบำรุงดินตามธรรมชาติ และมีระบบรากลึกที่ช่วยยึด หน้าดินได้ดี

ในภาพใหญ่ของการพัฒนาพลังงานการบิน บางจากฯ ได้ขับเคลื่อนแนวคิด Farm to Fly เพื่อพัฒนาวัตถุดิบจากภาคเกษตรสำหรับการผลิต SAF ควบคู่ไปกับแนวคิด Fry to Fly ที่นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงการบิน

การศึกษาศักยภาพของหยีน้ำในโครงการวิจัยนี้จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวของการเชื่อมโยงภาคเกษตร งานวิจัย และชุมชน เข้ากับการพัฒนาพลังงาน การบินของประเทศ

ห้องทดลองกลางแจ้ง ที่ปลูกทั้งต้นไม้และคนให้เติบโต

อาจารย์ พรเทพินทร์ สุขแสงประสิทธิ์ เล่าว่า แปลงทดลองขนาดสองไร่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทดลองปลูกพืช แต่เป็น พื้นที่เรียนรู้สำหรับนักศึกษา ที่ได้ฝึกทั้งด้านเทคโนโลยีเกษตร การวิเคราะห์ข้อมูล การคำนวณคาร์บอนเครดิต และการ วางแผนธุรกิจ และการทำงานร่วมกับชุมชนยังช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทักษะชีวิต วินัย และความรับผิดชอบควบคู่ไปกับ การเรียนรู้ทางวิชาการ

สนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ระบุว่า หลักสำคัญของการทำวิจัยคือ งานต้องสามารถนำไปใช้ได้จริง และสร้างประโยชน์ให้กับสังคม การถ่ายทอดองค์ความรู้ การติดตั้งนวัตกรรม และการติดตามผลจึงเริ่มต้นจากความต้องการของชุมชน ก่อน ออกแบบเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ ในขณะเดียวกัน บางจากฯ ก็ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผ่านการสนับสนุน งานวิจัยและการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นบนฐานของความร่วมมือระหว่างเกษตรกร สถาบันการ ศึกษา และภาคอุตสาหกรรม

จากผืนดินในภาคอีสานที่แห้งแล้ง งานวิจัยชิ้นนี้กำลัง พยายามสร้างความเป็นไปได้ใหม่ให้กับทั้งชุมชน การศึกษา และอุตสาหกรรมพลังงาน และอาจกลายเป็น อีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของเส้นทาง Farm to Fly ที่เชื่อมโยง เกษตรกรรมกับพลังงานการบินอย่างยั่งยืนในอนาคต